Browse Tag by บริหารเวลา
เรื่องของเวลา

บริหารเวลายังไงให้ทำอะไรได้เยอะขึ้น

บริหารเวลายังไงให้ทำอะไรได้เยอะขึ้น

ในทุกวันนี้ เราหันไปทางไหนก็มีแต่คนบอกว่างานล้นมือ งานยุ่ง จนไม่มีเวลาทำนั่นนี่ให้เสร็จ กลายเป็นมีงานคั่งค้าง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานเท่าที่ควร และขาดเวลาไปศึกษาเรื่องอื่นที่จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นได้ เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพ การเรียนรู้ด้านการลงทุน การออกกำลังกาย ฯลฯ

เรามาดูกันว่า หากต้องการเวลาในการทำอะไรให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม ต้องทำอย่างไรบ้าง

1. แบ่งเวลาตามสูตร 8-8-8
8-8-8 เป็นสูตรที่ช่วยให้ชีวิตมีสมดุลขึ้น เราควรต้องมีเวลานอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ตื่นตัวในวันถัดไป เวลาอีก 8 ชั่วโมงสำหรับการทำงานและอีก 8 ชั่วโมงสำหรับการใช้ชีวิตส่วนตัว เช่น ดูหนังพักผ่อน ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ฯลฯ

2. ทำตารางเวลาล่วงหน้า
การทำสมุดบันทึกกิจกรรมที่ต้องทำในวันถัดไปล่วงหน้าตอนก่อนนอน เป็นตัวช่วยที่ดี คุณจะรู้ว่าพอตื่นนอนแล้วต้องทำอะไรบ้างตามลำดับ ทำให้งานทุกอย่างที่วางแผนไว้สำเร็จได้ง่าย ไม่คั่งค้างให้วันถัดไปต้องทำงานหนักจนอ่อนเพลียและสมองล้า

3. พูดปฏิเสธให้เป็น
คนไทยเป็นคนขี้เกรงใจ แต่ก็จำเป็นต้องใช้ให้ถูกเรื่อง การบริหารเวลาของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเกรงใจคนอื่น หากใครขอความช่วยเหลือจากคุณในเรื่องที่ไม่จำเป็น หรือคุณยังมีงานอื่นที่คั่งค้างอยู่ ก็ควรปฏิเสธพูดไป

4. มีกฎเกณฑ์เล็กน้อยกับตัวเอง
กฎเกณฑ์บางอย่างทำให้เรามุ่งมั่นที่จะบริหารเวลาได้ดีขึ้น เช่น จะไม่รับประทานข้าวบนโต๊ะทำงาน นั่นหมายความว่าเราต้องทำงานทุกอย่างให้เสร็จสิ้นตามแผน เมื่อถึงเวลาก็ต้องรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เราโฟกัสกับงานตรงหน้าอย่างเต็มที่ขึ้น

5. มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณต้องการลดน้ำหนัก แต่มีข้ออ้างว่าเวลาไม่พอจึงไม่เริ่มเสียที การกำหนดว่าจะออกกำลังกายเพื่อให้ลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัมใน 3 ปี เป็นเทคนิคที่ดีทำให้ยึดมั่นและเกิดการสร้างวินัยอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอุปนิสัยใหม่ได้

6. ใช้ตัวช่วยบ้าง
ตัวช่วยที่เราหมายถึง ได้แก่ การนั่งรถไฟฟ้า รถแท็กซี่ แทนการขับรถเองบ้างในบางครั้ง การซื้ออาหารที่มีวิธีการทำงานซับซ้อนแทนการทำเองในบางโอกาส เป็นสิ่งที่ทำให้คุณประหยัดเวลาที่มีอยู่จำกัดให้ไปใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญกว่าได้ดีขึ้น

การบริหารเวลาอย่างมีการวางแผน เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองในเมื่อทุกวันมี 24 ชั่วโมง คนที่จัดการเวลาได้เก่ง จึงประสบความสำเร็จในชีวิตได้สูง เราหวังว่าคุณจะนำเทคนิคที่กล่าวมาไปดัดแปลงให้เข้ากับชีวิต เพื่อจัดสมดุลได้ดีขึ้น

Uncategorized

รีวิว หนังสือ การบริหารเวลา จัดการสิ่งสำคัญในชีวิตให้มีประสิทธิภาพ

รีวิว หนังสือ การบริหารเวลา จัดการสิ่งสำคัญในชีวิตให้มีประสิทธิภาพ

Work – life balance คือ ทฤษฏีการปรับสมดุลการใช้ชีวิตและการทำงานให้มีความเหมาะสมลงตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดการรบกวนในช่วงเวลาพักผ่อน ทำให้การบริหารเวลาจึงเป็นทักษะที่ช่วยให้เกิด Work – life balance ที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยหนังสือ How to ที่ช่วยในการบริหารจัดการเวลา มีดังนี้

  • วิธีบริหารเวลา ให้คุ้มค่าที่สุดในแต่ละวัน หนังสือของ Lothar Seiwert ที่แปลโดยปิยะกัลย์ สินประเสริฐ ที่มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการอธิบายความคุ้มค่าของเวลาในแต่ละวัน และบอกถึงวิธีการบริหารเวลาเพื่อให้คุณสามารถใช้เวลาให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเนื้อหาภายในเล่มจะเริ่มตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ วิธีวางแผนการใช้เวลา และการลำดับความสำคัญเพื่อลดการทำงานที่ไม่จำเป็น
  • The Bullet Journal Method : วิถีบันทึกแบบบูโจ หนังสือจิตวิทยาราคาหลักร้อยที่เขียนโดย Ryder Carroll และแปลโดย นรา สุภัคโรจน์ ที่มีประเด็นสำคัญเรื่องการปรับเวลาชีวิตให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในอนาคต ด้วยการจัดระเบียบเวลาในปัจจุบันและการวางแผนการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบในอนาคต
  • แค่ใช้เวลาให้เป็น ไม่ต้องเก่ง ก็ไปได้ไกลกว่า หนังสือ How to ที่ไม่ใช่เพียงแค่บอกวิธีการในการบริหารเวลาเพื่อให้นำไปใช้ในชีวิตจริงแต่ยังมีข้อคิดเชิงบวกที่ช่วยกระตุ้นการใช้ชีวิตอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เวลาในแต่ละวัน และลดความรู้สึกผิดเมื่อเลิกงานตามเวลาด้วยการใช้เวลาในการทำงานแต่ละวันอย่างคุ้มค่าที่สุด
  • Eat that frog กินกบตัวนั้นซะ! เป็นหนังสือที่บอกเหตุผลว่าทำไมเราควรจัดการงานที่คั่งค้างไว้ทันทีโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งภายในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึงวิธีจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละอย่างและบอกถึงวิธีลดภาระงานที่ไม่จำเป็น หรือยังไม่เร่งด่วนออกไปก่อน เพื่อให้เราสามารถใช้เวลาอย่างเต็มที่ไปกับงานที่มีความจำเป็นและสำคัญจริง ๆ ได้โดยทันที
  • ทำน้อยลง แต่ได้งานมากขึ้น ด้วยเคล็ดลับจากซีอีโอนักบริหารเวลา : Extreme Productivity หนังสือบริหารเวลาที่จะช่วยลดภาระการทำงานที่ไม่จำเป็นลงไปเพื่อเพิ่มเวลาและประสิทธิภาพในการทำงานที่สำคัญ โดยนำเทคนิคของผู้บริหารระดับสูงมาใช้ ซึ่งเนื้อหาภายในหนังสือไม่ได้มีเพียงการบริหารจัดการเวลา แต่ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและลูกน้องเพื่อให้เกิดการวางแผนงานและการมอบหมายงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งยึ้น

หนังสือการบริหารเวลาเป็นหนังสือแนว How to ที่ช่วยให้คนวัยเรียนและวัยทำงานสามารถบริหารเวลาในแต่ละวันให้เกิดประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย

เรื่องของเวลา

4 กลยุทธ์บริหารเวลาช่วยให้ชีวิตมีศักยภาพมากขึ้น

4 กลยุทธ์บริหารเวลาช่วยให้ชีวิตมีศักยภาพมากขึ้น

การบริหารเวลาถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การดำเนินชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น เมื่อใดที่คุณเริ่มทำกิจวัตรประจำวันที่มีเวลาผิดเพี้ยนไปจากเดิมแค่เล็กน้อย คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าเส้นเวลาเดิม ๆ ที่ควรเป็นจะหายไปทันที ดังนั้นการบริหารเรื่องเวลาจึงเข้ามาเป็นส่วนช่วยทำให้ชีวิตกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พร้อมสร้างศักยภาพในการใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณต้องการเริ่มบริหารช่วงเวลาในชีวิตให้มีคุณภาพกว่าเดิม ขอแนะนำ 4 กลยุทธ์ต่อไปนี้

1.สร้างเป้าหมายตามความต้องการ
เรื่องแรกที่ควรทำ คือ การเริ่มต้นตั้งเป้าหมายบริหารเวลาที่คุณต้องการ โดยเน้นเลือกจากความต้องการส่วนตัวของคุณว่าในแต่ละวันและแต่ละช่วงเวลา คุณต้องการทำกิจกรรมใดบ้าง? โดยให้คุณทำรายการเกี่ยวกับเป้าหมายที่คุณต้องการทำในแต่ละวัน เช่น การระบุความต้องการที่ชัดเจน, การกำหนดระยะเวลาที่ถูกต้อง, การกำหนดความสำคัญแต่ละขั้นตอน จัดอันดับเป็น 1, 2, 3 เมื่อครบตามวันแล้วให้มาสรุปว่าประโยชน์ที่คุณได้รับในแต่ละช่วงเวลานั้นคืออะไร? เพื่อทำให้คุณได้เห็นว่าควรเพิ่มหรือลดช่วงเวลาใดบ้าง กิจกรรมในแต่ละวันของคุณจะได้ไม่แน่นมากจนรู้สึกเหนื่อย

2.ทำความเข้าใจวิธีการ
เรื่องต่อมา คือ การทำความเข้าใจต่อวิธีการที่อยู่ภายในลิสต์ที่คุณจดไว้ เช่น ถ้าคุณเริ่มต้นจัดเวลาในการอาบน้ำและแต่งกายออกไปทำงานที่ 30-60 นาที คุณต้องเริ่มวางแผนและเข้าใจวิธีการว่าจะต้องอาบน้ำกับแต่งตัวอย่างไรให้อยู่ในช่วงเวลานี้และจะไม่เกินไปมากกว่านี้ เพื่อทำให้ทุกเวลาดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่ขอแนะนำให้คุณยึดตามความเป็นจริง ถ้าไม่ทันให้ยืดเวลาออกไปอีกเล็กน้อย เพื่อที่คุณจะได้เรียนรู้เป็นประสบการณ์ว่าการจับเวลาในข้างต้นของคุณนั้นถูกต้องแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่ถูกต้องจะได้มีการปรับตารางใหม่ เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของคุณมากขึ้น จะได้รู้สึกไม่ตึงเครียดมากเกินไป

3.ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
เมื่อได้แนวทางและทำความเข้าใจต่อวิธีการจัดเวลาเรียบร้อยแล้ว ให้คุณปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและมีความเคร่งครัดกับตัวเองเสมอ ไม่ขาดหายหรือผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด โดยลักษณะนิสัยของมนุษย์แล้วจะต้องมีการทำอย่างต่อเนื่องที่ 30 วันเป็นขั้นต่ำ จึงจะทำให้เกิดการปฏิบัติเองแบบอัตโนมัติ ดังนั้นคุณจะต้องตั้งการบริหารเวลาของตัวเองให้ครบที่ 30 วันเท่านั้น และในช่วงเวลานี้ไม่ควรออกนอกทางเด็ดขาด เพื่อทำให้การปรับเวลาของคุณสร้างลักษณะนิสัยที่มีศักยภาพและตรงตามเป้าหมายที่คุณต้องการได้เร็วขึ้น

4.หยุดพฤติกรรมทำลายเวลา
พฤติกรรมทำลายเวลาทุกพฤติกรรมที่เคยทำควรหยุดลงก่อน ไม่ว่าจะเป็นการผัดวันประกันพรุ่งของการทำงาน หรือ ความรู้สึกไม่อยากทำตามเป้าหมายเพราะรู้สึกท้อแท้ รวมไปถึงการจัดระเบียบทางความคิดของตัวเองใหม่ทั้งหมด เมื่อเห็นเรื่องต้องทำแล้วควรทำทันที ไม่ควรปล่อยละเลยแล้วสะสมให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะทำให้คุณต้องเหนื่อยในภายหลัง รวมไปถึงพฤติกรรมที่ชอบนั่งไถมือถือเพื่อดูไทม์ไลน์บนโซเชียล, การดูซีรีย์รอบดึก และการเข้าไปส่องโปรไฟล์ผู้อื่นในช่วงเวลางาน ควรหยุดทำไปก่อน ถ้าต้องการมีความเพลิดเพลินกับเรื่องเหล่านี้ให้จัดเวลาแยกไว้ต่างหาก เพื่อที่คุณจะไม่ได้หลุดออกจากแผนของการบริหารช่วงเวลาง่ายจนเกินไป

ถ้าคุณต้องการบริหารเวลาให้ตนเองมีศักยภาพในการใช้ชีวิตมากขึ้น แนะนำทั้ง 4 กลยุทธ์นี้ พร้อมการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้เกิดความคุ้นชินต่อเวลาที่ถูกต้องนี้ได้รวดเร็วมากที่สุด

บริหารเวลาทำงาน

เทคนิคบริหารเวลางานให้มีประสิทธิภาพแบบฉบับคนเยอรมัน

เทคนิคบริหารเวลางานให้มีประสิทธิภาพแบบฉบับคนเยอรมัน

การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นหนทางหนึ่งในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เพราะอย่าลืมว่าแต่ละคนมีเวลาเท่ากัน นั่นคือวันละ 24 ชั่วโมง ใครบริหารเวลาได้ดีกว่าถือว่าได้เปรียบ เพราะสามารถจัดการตารางชีวิตได้ดีกว่า โดยเฉพาะด้านการทำงาน เพราะในหนึ่งสัปดาห์ต้องทำงานมากถึง 5 วัน และนอกจากคนประเทศญี่ปุ่นแล้ว คนเยอรมันยังขึ้นชื่อว่าสามารถบริหารเวลาทำงานได้อย่างดีเยี่ยม จนมีชั่วโมงทำงานเพียงวันละ 7 ชั่วโมง โดยไม่ต้องอยู่ทำงานดึกดื่น และยังสามารถลางานได้ครั้งละเป็นเดือนเลยทีเดียว

เทคนิคบริหารเวลาตามแบบฉบับคนเยอรมัน

1. ให้ความสำคัญกับชั่วโมงทำงาน
ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่ให้ความสำคัญเรื่องเวลาโดยเฉพาะในชั่วโมงทำงาน เพราะคนเยอรมันเองก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไม่แพ้กัน โดยในเวลาทำงานจะโฟกัสไปที่การทำงานอย่างจริงจัง น้อยมากที่จะเสียเวลาไปกับการคุยเรื่องส่วนตัวกับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่การเดินไปชงกาแฟ อีกทั้งสไตล์การทำงานของคนเยอรมันจะเน้นการทำงานแบบคนเดียว แต่ละคนมักมีหน้าที่ชัดเจนทำให้ไม่ต้องประชุมงานบ่อย ๆ และยังมองว่าการประชุมบ่อยครั้งเกินไปและนานเกินไปจะทำให้ไม่มีสมาธิจดจ่อต่องานที่ตนเองได้รับมอบหมาย

2. อะไรคือตัวขโมยชั่วโมงทำงานของคุณ
เมื่อใดที่รู้สึกว่าทำงานออกมาได้ไม่เต็มที่ หรือสะสางงานได้น้อยกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ชาวเยอรมันมักค้นหาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งที่ขโมยเวลาทำงานไป เช่น การหันไปคุยเรื่องส่วนตัวกับเพื่อนร่วมงานนานเกินไป การใช้เวลาไปกับการติดตามโซเชียลมีเดียนานเกินไปโดยไม่รู้ตัว ฯลฯ ซึ่งคนทำงานมืออาชีพจะค้นหาคำตอบโดยการลิสต์สิ่งที่ขโมยเวลาทำงานในแต่ละวันแล้วลดหรือเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นเพื่อให้สามารถจัดการงานได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้

3. แบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อน
แม้ชาวเยอรมันจะค่อนข้างให้ความสำคัญกับชั่วโมงทำงาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ละเลยเรื่องการสังสรรค์ ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนตามโอกาส เรียกได้ว่าเวลาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่และเวลาพักผ่อนก็พักผ่อนอย่างเต็มที่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การลาพักร้อนติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ยังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งประเทศหนึ่งของโลก การนัดพบกลุ่มเพื่อนไลฟ์สไตล์เดียวกัน เช่น การนัดปีนเขาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ การนัดปาร์ตี้หลังเลิกงาน เป็นต้น

การบริหารจัดการเวลาได้อย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะในชั่วโมงทำงาน ทำให้ชาวเยอรมันมีชั่วโมงทำงานน้อยกว่าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกามากถึง 300 ชั่วโมงต่อปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนประเทศเยอรมันสามารถลาพักร้อนต่อเนื่องได้ถึง 4-6 สัปดาห์ แต่ยังสามารถจัดการเรื่องงานได้อย่างดีเยี่ยม เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่าตารางชีวิตค่อนข้างยุ่ง อย่าลืมนำเทคนิคบริหารเวลาเหล่านี้ไปใช้เพื่อการบริหารจัดการเวลาชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

 

เรื่องของเวลา

บริหารเวลาอย่างไร ให้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

บริหารเวลาอย่างไร ให้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

คนเรามีเวลาชีวิตที่เท่ากันคือ 24 ชั่วโมงใน 1 วันหรือ 365 วันใน 1 ปี ทว่าทุกวันนี้ก็คงยังได้ยินเสียงบ่นกันอยู่ว่าทำงานไม่ทันบ้างล่ะ เวลาน้อยไปบ้างล่ะ ไม่ก็ไม่มีเวลาบ้างล่ะ คนที่เอาแต่บ่นเช่นนี้ไม่รู้ว่าเคยหันไปมองรอบตัวบ้างหรือไม่ว่าเพราะอะไรเขาถึงไม่ได้รู้สึกเหมือนอย่างเรา คำตอบง่าย ๆ คือ คน ๆ นั้นฉลาดพอที่จะบริหารเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วันให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้นวันนี้เราจะมาแจกเทคนิคของการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพกัน

เพื่อทำให้เวลาชีวิตของเรามีคุณภาพมากยิ่งขึ้น การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพจึงถือเป็นตัวช่วยที่ดีที่จะทำให้ใน 1 วันของเรา หรือเรียกง่าย ๆ ว่าควรทำให้ชีวิตมี Work and Life Balance นั่นเอง ซึ่งการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพสามารถทำได้ด้วยวิธีการดังนี้

  • ตื่นนอนแต่เช้า เพราะการตื่นนอนก่อนใครทำให้เรามีเวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปทำงาน ได้อ่านหนังสือผ่อนคลายก่อนออกจากบ้าน หรือไม่ต้องใช้เวลาอยู่บนท้องถนนนานเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นการถึงที่ทำงานก่อนเวลาเริ่มงานหรือในช่วงที่ยังไม่มีเพื่อนร่วมงานมาประสานงานกับเรา จะยิ่งทำให้เรามีเวลาวางแผนในการทำงานได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง แถมยังทำงานได้เสร็จเร็วกว่าคนอื่น ๆ อีกด้วย
  • จัดลำดับความสำคัญของงาน ยกตัวอย่างเช่น ในวันหนึ่ง ๆ เราต้องมีงานหลายอย่างต้องทำ แต่เวลาในการส่งมอบงานไม่เท่ากัน เราก็ต้องนำงานแต่ละชิ้นมาจัดลำดับความสำคัญ งานที่มีกำหนดก่อนควรรีบทำให้เสร็จก่อน หรืองานที่มีความซับซ้อนแต่พอมีกำหนดเวลาในการทำ เราก็สามารถหาทางจัดการ เช่น การขอคำปรึกษาเพื่อนร่วมงานถึงวิธีการทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จเร็วขึ้นได้
  • แบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัวออกจากกัน เพื่อที่เราจะใช้เวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันให้คุ้มค่ามากที่สุด ที่สำคัญคือเวลางานควรจะใช้สมาธิทำงานให้เต็มที่ ไม่ควรเอาเรื่องส่วนตัวมาใช้ในเวลาทำงานเพราะจะยิ่งเป็นการลดเวลาของการทำงานใน 1 วันให้น้อยลงเข้าไปอีก
  • ควรจัดการงานที่ต้องใช้เวลาทำงานหรืองานยาก ๆ ก่อน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องใช้เวลาในการทำ หากเรานำงานชิ้นนี้มาทำก่อนงานที่เราเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ก็จะทำให้งานหลาย ๆ อย่างที่ต้องเสร็จในวันเดียวกันสามารถทำสำเร็จไปได้พร้อม ๆ กัน

เครียดกับงานทั้งวันก็ไม่ดี ดังนั้น ควรหาเวลาพักจากการทำงานในระหว่างวันด้วย เช่น หาเวลาจิบชายามบ่าย พักสายตาด้วยการเดินยืดเส้นยืดสาย การหาเวลาพักก็เหมือนกับการชาร์จแบตในระหว่างวันไปในตัว และยังช่วยให้มีพลังในการทำงานของวันให้เสร็จเร็วขึ้นได้ด้วย

เราเชื่อว่าหากคุณสามารถบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพตามที่เราบอกมา คุณจะสามารถมีเวลาที่เหลือใน 1 วันไปใช้หาความบันเทิงอื่น ๆ ได้อย่างแน่นอน

บริหารเวลาทำงาน

ช่วง WFH บริหารเวลาอย่างไรไม่ให้เครียด

ช่วง WFH บริหารเวลาอย่างไรไม่ให้เครียด

Work from home หรือใช้ WFH เป็นคำย่อที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อม ๆ กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลกระทบออกไปในทุก ๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา โดยเฉพาะวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไปในพริบตา แบบ New Normal หรือชีวิตปกติใหม่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อความปลอดภัยในสุขอนามัยของทุกคน โดยเน้นประเด็นเรื่องการลดความแออัดและการแพร่ระบาด โดยให้ละเว้นการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะให้ได้มากที่สุด ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงเลือกที่จะให้มาตรการ WFH หรือ Work from home เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสโคโรน่านั่นเอง แต่ทว่าหลายคนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า Work from home จริง ๆ แล้วเป็นเช่นไร เราจะพาไปทำความรู้จักการ WFH อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยเราบริหารเวลาไม่ให้เครียดได้อีกด้วย

สำหรับวิธีการ Work from Home นั้นมีขั้นตอนการปฏิบัติง่าย ๆ ดังนี้

1. เตรียมพร้อมอุปกรณ์การทำงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก USBและ External บรรจุไฟล์เอกสาร ภาพประกอบโครงการต่าง ๆ เบอร์โทรศัพท์ และอุปกรณ์จำเป็นอื่นให้พร้อมสำหรับการเริ่ม Work from Home

2.กำหนดตารางเวลาการทำงาน เหมือนขณะที่ปฏิบัติงานในออฟิศหรือสำนักงาน เช่น เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่ประมาณ 08.30 น. พักกลางวันเวลา 12.00 น. และกลับสู่โหมดปฏิบัติงานเวลา 13.00 น.จนกระทั่งหมดเวลาทำงานหรือเสร็จสิ้นโครงการตามที่วางแผนไว้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะ WFH คือการทำงานแบบเต็มเวลาขณะที่อยู่บ้านนั่นเอง

3. เพื่อลดความตึงเครียดในการใช้สายตาและสมอง ควรจัดสรรเวลาประกอบเมนูมื้อกลางวัน ที่ช่วยให้อิ่มแบบสุขภาพดี หรืออาหารว่างประโยชน์เยอะที่ช่วยบำรุงสมองและสายตาไปพร้อม ๆ กัน เช่น นม น้ำผลไม้ปั่น ฯลฯและที่สำคัญการทำอาหารก็เป็นการทำสมาธิและผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้อีกวิธีหนึ่งด้วย

4. การเลือกใช้แอปพลิเคชันทันสมัยในการทำงานร่วมกับทีม เช่น (Zoom, Skype หรือ การประชุมผ่าน VDO Conference หรือโปรแกรม Line เพื่อให้เราสามารถบริหารเวลาในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น รวดเร็วต่อเนื่อง ส่งผลให้งานสำเร็จด้วยความสุขใจ

5. การเอาใจใส่ต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งอาจเป็นผลพวงมาจากการหักโหมเร่งงาน ทำให้นั่งนานจนปวดเมื่อย ปวดหลัง เป็นต้น ดังนั้นควรตั้งเวลาปลุกไว้ทุก ๆ 1-2 ชั่วโมงการทำงาน เพื่อการพักออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายเบา ๆ ไปเดินเล่นชมนกชมไม้ หรือเอนหลังจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ หรือน้ำผลไม้สดเย็นชื่นใจ นอกจากช่วยให้ผ่อนคลายแล้ว การพักผ่อนระหว่างทำงานยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย เช่น สามารถคิดอ่านและตัดสินใจได้ดีขึ้น หรือปิ๊งไอเดียบางอย่างขณะที่พัก เป็นต้น

นอกจากนี้วิธีข้างต้นแล้ว ยังมีเทคนิคในการบริหารเวลาที่น่าสนใจ ช่วยให้งานดี สุขภาพเลิศ โดยคุณสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยกฎ 20-20-20 เช่น ให้พักสายตาทุก ๆ 20 นาที หันไปมองต้นไม้ใบหญ้าสีเขียว ๆ หรือจุดตัดของขอบฟ้าที่ใดที่หนึ่งในระยะ 20 ฟุต หรือ 6 เมตร โดยประมาณ ภายในเวลา 20 วินาที เพียงเท่านี้ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณกระบอกตา สมอง ต้นคอ บ่าและไหล่ จะผ่อนคลายลงได้อย่างน่ามหัศจรรย์

เรื่องของเวลา

5 ทักษะการบริหารเวลาที่พัฒนาได้ด้วยตัวเอง

5 ทักษะการบริหารเวลาที่พัฒนาได้ด้วยตัวเอง

ทักษะการบริหารจัดการเวลาช่วยให้มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือแม้แต่หน้าที่ความรับผิดชอบประจำวันหากทำได้อย่างเชี่ยวชาญ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นั่นคือความเป็นมืออาชีพที่กล่าวถึง แม้จะมีเวลาไม่มากหรือมีงานล้นมือแต่ถ้าสามารถพัฒนาทักษะการบริหารเวลาจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ทันท่วงที ไม่ต้องรู้สึกเครียดกับงานมากเกินไปหรือรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบมากเกินไป การจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลา ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีการของตนเองแตกต่างกันไป แนะนำเคล็ดลับที่คุณสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้มาฝากกันดังนี้

1.จัดลำดับความสำคัญของงาน
ก่อนเริ่มงานควรวางแผนทำงานสำคัญและต้องการให้เสร็จเร็วในทันที ส่วนงานไม่สำคัญเก็บไว้ทีหลัง ไม่ควรเสียเวลาและพลังงานไปกับงานที่ไม่สำคัญเพราะเห็นว่าง่ายและไม่เครียด อยากให้งานออกมามีประสิทธิภาพต้องมีสมาธิตั้งใจทำงานสำคัญและเร่งด่วนให้ดีที่สุด เวลาที่เหลือจึงใช้กับงานอื่น ๆ ตามตารางเวลาอย่างเหมาะสม งานทั้งหมดที่ได้รับมอบหมายจะได้เสร็จในเวลาอันสั้น ทำงานได้ดี มีเวลาส่วนตัวและเวลาอยู่กับครอบครัว ทั้งยังลดความเครียดไปได้ด้วย

2.วางสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จในแต่ละวัน
ก่อนเริ่มงานในแต่ละวันควรเขียนรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” วางแผนคร่าว ๆ ว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ลำดับความสำคัญและจำเป็น จากนั้นทำเรียงกันไปทำให้สำเร็จทีละอย่าง หากมีงานใหญ่สำคัญมาก ๆ ทำให้เสร็จก่อนแล้วอย่างอื่นค่อยทำในวันถัดไปหรือกระจายงานไปให้เพื่อนร่วมทีมช่วยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม หมั่นวางแผนจดรายการสิ่งที่ต้องทำ ทั้งเรื่องของการงานธุรกิจ งานบ้าน และเรื่องส่วนตัว

3.กำหนดเวลาทำงานให้สำเร็จ
การลำดับความสำคัญของงานมีหลายวิธี งานที่มีกำหนดเส้นตายนับเป็นอีกหนึ่งงานที่ต้องมาก่อนและทำให้สำเร็จเป็นอันดับแรก ช่วยให้การบริหารจัดการเวลาง่ายขึ้นมองเห็นภาพเพื่อให้จะทำงานได้อย่างต่อเนื่องทั้งในอาชีพการงานและชีวิตส่วนตัว เลิกพฤติกรรมผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะจะเสียเวลาและสูญพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ พยายามทำงานให้เสร็จก่อนกำหนดเส้นตายอย่างน้อย 2-3 วัน

4.หลีกเลี่ยงการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการทำงานหลายอย่างพร้อมกันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่ความจริงแล้วการจดจ่อมีสมาธิกับสิ่งที่ทำจะทำได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นวิธีปรับปรุงทักษะการจัดการเวลาได้ดีกว่า แนะนำให้ใช้ประโยชน์จากรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” และกำหนดเวลาเส้นตายเพื่อช่วยประหยัดเวลาและทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น

5.รู้จักแบ่งงานให้คนที่เหมาะสม
มอบหมายงานให้ลูกน้องทำบ้าง เป็นเรื่องปกติถ้าบางวันจะมีงานล้นมือจนรับไม่ไหว เมื่อหน้าที่มากเกินกว่าที่จะรับผิดชอบได้ ทำให้เกิดความเครียดและเบื่อหน่ายงาน การมอบหมายงานให้คนอื่นทำถือเป็นทักษะการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น ความเครียดมักเกิดขึ้นเมื่อเรารับงานมากกว่ากำลังที่จะทำได้ ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ลองพักสายตา หายใจยาว ๆ ออกไปเดินข้างนอก ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ฟังเพลง ทำงานอดิเรก เป็นวิธีจัดการกับความเครียดอย่างชาญฉลาด

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน หากบริหารเวลาได้ดีกว่า ก็จะทำให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า ดังนั้น ขอให้เริ่มวางแผนทันที แล้วคุณจะพบว่ามีเวลาเหลือทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น

บริหารเวลาทำงาน

บริหารเวลาอย่างไร ให้เข้ากับนาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิตเป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณ โดยเราทุกคนมีช่วงเวลาที่อวัยวะแต่ละส่วนทำงานได้ดีมากน้อยไม่เท่ากัน จึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และบริหารเวลากิจกรรมทุกวันให้สัมพันธ์กับนาฬิกาชีวิต เพื่อให้สุขภาพดีในระยะยาว

ช่วงเวลาแห่งการดีทอกซ์ – ช่วงเวลาตีหนึ่งถึงตีสาม เราควรนอนหลับให้สนิท เพราะเป็นช่วงสำคัญที่ตับได้ทำหน้าที่ขับสารพิษ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระจากความเครียด และสารเจือปนในอาหารที่เรารับประทานระหว่างวันออกไปให้มากที่สุด และยังเป็นช่วงที่มีการหลั่งสารเมลาโทนินให้มีฤทธิ์ทำให้เราหลับลึก ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ด้วย จึงช่วยชะลอวัยให้ดูอ่อนเยาว์ได้นาน

ช่วงแห่งการฟื้นฟูปอด – ช่วงเวลาตีสามถึงตีห้า เป็นเวลาที่หลายคนตื่นนอนเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน และเป็นเวลาดีสำหรับการสูดดมออกซิเจนบริสุทธิ์จากอากาศไปฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจด้วย การตื่นนอนในช่วงเวลานี้และเดินสูดอากาศในสวนสาธารณะจึงทำให้ร่างกายสดชื่น สมองแจ่มใสพร้อมต่อการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งวัน

ช่วงแห่งการกระตุ้นลำไส้ใหญ่ – ช่วงเวลาตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เป็นเวลาสำคัญที่ควรกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัว โดยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย เพียงใช้เทคนิคง่าย ๆ คือ หลังจากตื่นนอนตอนเช้าให้ดื่มน้ำสะอาด 1 แก้วและเดิน 15-30 นาที หรือการรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกหรือลูกพรุนเป็นประจำก่อนนอน ก็จะทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักและท้องผูกได้ด้วย

ช่วงกระเพาะเปิดรับอาหาร – เวลาเจ็ดโมงถึงเก้าโมงเช้า เป็นเวลาดีสำหรับกระตุ้นระบบย่อยในกระเพาะอาหาร เราจึงควรรับประทานอาหารมื้อแรกของทุกวันในเวลานี้ และยังทำให้ร่างกายสดชื่นหลังจากการอดอาหารมาตลอดทั้งคืน ทั้งนี้มีผลวิจัยพบว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนและเบาหวานน้อยลงด้วย

ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการออกกำลังกาย – ช่วงหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่มเป็นเวลาการขับของเสียของไต จึงควรออกกำลังกายตอนนี้ เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ตีเทนนิส ฯลฯ และควรลดการรับประทานอาหารโปรตีนในช่วงมื้อเย็น เพื่อให้ไตไม่ทำงานหนักเกินไป จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีและสุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย

ตัวอย่างที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าแต่ละช่วงเวลามีสิ่งที่ควรทำแตกต่างกัน หากบริหารเวลาให้เข้ากับนาฬิกาชีวิตได้เป็นประจำทุกวัน พร้อมกับการเลือกรับประทานอาหารที่ดี หากิจกรรมที่ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ฯลฯ ก็จะทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้น มีพลังกายและพลังสมองที่พร้อมต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และจะมีประสิทธิภาพการทํางานดีขึ้นด้วย

บริหารเวลาทำงาน

เคล็ดลับบริหารเวลางานประจำ งานเสริม และเวลาส่วนตัว

เคล็ดลับบริหารเวลางานประจำ งานเสริม และเวลาส่วนตัว

ทุกวันนี้การทำงานประจำอย่างเดียว อาจจะมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาทำอาชีพเสริม เพื่อให้ได้รายได้อีกทางมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แต่การทำทั้งสองงานให้ประสบความสำเร็จทั้งคู่ อาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา จากตอนแรกเราต้องแบ่งเวลาแค่ 2 ช่วง คือเวลางานประจำ และเวลาส่วนตัว พอมีงานเสริม กลับต้องแบ่ง 24 ชั่วโมงเป็น 3 ส่วน ซึ่งวันนี้เรามี เคล็ดลับบริหารงานทั้ง 3 ช่วงเวลามาฝากกัน

บริหารเวลา โดยการแบ่งเวลาให้เป็น

การแบ่งเวลาให้เป็นสามารถเริ่มได้ด้วยการวางแผนจัดตารางเวลา เช่น 1 วันเรามีสิ่งไหนที่ต้องทำบ้าง ควรเริ่มจากการวางแผนรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี หลังจากเราวางแผนแล้ว เราก็ควรที่จะจัดลำดับหรือให้ความสำคัญของงานแต่ละอย่าง โดยสามารถแบ่งระดับความสำคัญได้เป็น 4 ประเภท คือ

1. สำคัญ และเร่งด่วน
2. สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน
3. ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน
4. ไม่สำคัญ และไม่เร่งด่วน

หลังจากจัดลำดับความสำคัญได้แล้ว เราต้องทำตามแผนงานตารางเวลาที่วางไว้ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนไปทำวันอื่น เขียนแล้วต้องทำให้ได้ เป็นการฝึกวินัยให้ตนเองด้วย

บริหารเวลา โดยการแบ่งเวลาให้ชัดเจน

แบ่งเวลาให้ชัดเจนว่าเป็น เวลางานประจำ งานเสริม หรือเวลาส่วนตัว เราควรทำอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลานั้น ไม่ควรทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ควรแบ่งให้ชัดเจน เช่น เวลาทำงานประจำ ก็ควรสมาธิจดจ่อกับการทำงานประจำเพียงอย่างเดียว ตัดความคิดนอกเรื่องออก เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ หรือเวลากลับบ้านก็ไม่ควรคิดเรื่องงาน ใช้เวลากับครอบครัว ให้เวลากับตัวเองอย่างเต็มที่

บริหารเวลา โดยการลดช่วงเวลาที่ไม่สำคัญ เพิ่มช่วงเวลาที่สำคัญแทน

ปกติ เราแบ่ง 8 ชั่วโมง สำหรับเวลางานประจำ, 2 – 4 ชั่วโมง สำหรับการเดินทาง, 12 – 14 ชั่วโมงสำหรับเวลาส่วนตัว แต่ถ้าเราจะมีการทำงานเสริมเพิ่มเข้ามา เราก็ต้องลดทอนเวลาในส่วนอื่นลง แต่เราไม่สามารถลดเวลาของการทำงานประจำลงได้ ก็ได้แต่ลดช่วงเวลาของการเดินทางหรือเวลาส่วนตัวลง ลดเวลาของการเดินทางลง โดยการหาที่ทำงานที่ใกล้กับที่พัก หรือย้ายไปอยู่หอพัก คอนโด ที่ใกล้ที่ทำงาน เราก็จะมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นอีกหลายชั่วโมง อีกทั้งลดเวลาส่วนตัวลง โดยใช้การแบ่งเวลาให้เป็น ถ้าเป็นเวลาส่วนตัว แต่ไม่มีประโยชน์ เช่น การเล่นโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ตามข่าวดราม่า ข่าวเรื่องคนอื่น เป็นต้น เราอาจจะลองแบ่งเป็น 8 ชั่วโมง สำหรับเวลางานประจำ, 1-2 ชั่วโมง สำหรับการเดินทาง, 8-10 ชั่วโมงสำหรับเวลาส่วนตัว, 4-7 ชั่วโมงสำหรับงานเสริม

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมบริหารเวลาส่วนตัวสำหรับการดูแลสุขภาพกันด้วย การทำงานหนักจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ ถึงมีเงินเท่าไหร่ก็ได้ไม่คุ้มเสีย

บริหารเวลา โดยการแบ่งเวลาให้เป็น

บริหารเวลาทำงาน

ก่อนจะบริหารเวลาเป็นแบบมืออาชีพได้ ต้องไม่มีข้ออ้างอะไรบ้าง

ก่อนจะบริหารเวลาเป็นแบบมืออาชีพได้ ต้องไม่มีข้ออ้างอะไรบ้าง

การ บริหารเวลา 24 ชั่วโมงของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างมีวินัยสม่ำเสมอ ซึ่งมีคำที่คนทั่วไปมักใช้เป็นข้ออ้างอยู่หลายคำ ที่จะทำให้บั่นทอนประสิทธิภาพในการใช้เวลา เรามาดูกันว่า คำอะไรบ้างที่คนเราต้องปรับทัศนคติและไม่ควรพูด หากต้องการใช้เวลาให้มีค่ายิ่งขึ้น

ข้ออ้างที่ไม่ควรใช้ในการบริหารเวลา

ต้นทุนต่ำ : การที่คุณมองตัวเองว่าเป็นคนที่มีต้นทุนต่ำ มีเงินทองชื่อเสียงหรือความสามารถน้อยกว่าคนอื่น จะทำให้จิตใจรู้สึกห่อเหี่ยวท้อแท้ และไม่มีเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับตัวเองและครอบครัว เป็นปัญหาด้านทัศนคติที่จะส่งผลต่อชีวิตของคุณในระยะยาว คำว่าต้นทุนต่ำจึงเป็นคำที่ควรตัดออกไปจากวงจรชีวิตของคุณในเบื้องต้น

ไม่มีเวลา : การจะทำทุกสิ่งอย่างต้องใช้เวลาทั้งนั้น แต่คนที่บริหารเวลาได้อย่างมีคุณภาพ 24 ชั่วโมง สามารถทำงานได้มากกว่าคนอื่นนั้น มาจากการคิดแล้วลงมือทำเลย ไม่รอว่าจะต้องมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ หรือมัวแต่คิดจินตนาการ แต่ไม่ได้ลงมือทำเสียจริง ๆ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มัวแต่พูดว่าไม่มีเวลาและใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ก็ควรที่จะเริ่มสำรวจตัวเองและวางแผนตารางการใช้ชีวิตในแต่ละวันเสียใหม่

โอกาสน้อย : การมองโลกในแง่ร้ายว่าตัวเองไม่มีโอกาสที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีเท่าเทียมคนอื่น เป็นปัญหาด้านทัศนคติอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณหยุดนิ่งอยู่กับที่ การคุยกับผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้านต่าง ๆ เพื่อนำแนวทางที่ดีมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน การศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านวิชาการ ทักษะทางคอมพิวเตอร์ ภาษา การขายของออนไลน์ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในยุคสมัยปัจจุบัน เพื่อให้คุณสามารถนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ คำว่าไม่มีโอกาสจึงเป็นสิ่งที่คุณต้องลบออกไปจากสมองได้แล้ว

ทำไม่ได้ : หลายคนที่มองผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในจุดสูงสุดที่มีทั้งชื่อเสียง เงินทองและความสามารถอย่างรอบด้าน คุณอาจจะมองว่าตัวเองไม่มีทางทำได้แบบเขา ซึ่งจะทำให้คุณไม่กล้าเริ่มต้นที่จะทำสิ่งใด ๆ เลย คุณควรจะมองว่าคุณกำลังก้าวสู่ความสำเร็จ โดยเริ่มต้นที่จะจัดการตารางเวลาของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ และลงมือทำอย่างจริงจัง เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถประสบความสำเร็จแบบเขาเหล่านั้นได้

การบริหารเวลาอย่างมีคุณภาพ ต้องเริ่มจากทัศนคติที่ดีและมีเป้าหมายในการใช้ชีวิต เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านปรับทัศนคติเสียใหม่ เพื่อให้การบริหารจัดการเวลาในแต่ละวันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ข้ออ้างที่ไม่ควรใช้ในการบริหารเวลา