Browse Author by Alice Herrera
บริหารเวลาทำงาน

Remote Work สไตล์การทำงานที่บ้าน

Remote Work

หลังจากเกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส – 19 หรือ โควิด – 19 การทำงานตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดแบบ Work from Home (WFH) ด้วยวิธีการทำงานแบบ Remote Work ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น .. Remote Work คือ รูปแบบการทำงานที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำงานแต่ต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเทียบเท่ากับการทำงานในสำนักงาน

ข้อดีของการทำงานแบบ Remote Work

ผู้ปฏิบัติงานมีความยืดหยุ่นในการทำงาน สามารถปรับเวลาการทำงานให้เข้ากับ Life Style การใช้ชีวิตของตัวเองได้ รวมถึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของบริษัทในการจัดเตรียมสถานที่ทำงานให้พนักงานและช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้

ข้อเสียของการทำงานแบบ remote work

จะอยู่ที่ระเบียบวินัยในการทำงาน การวางแผนการทำงาน ความรับผิดชอบในการทำงานและความรู้ในการใช้งานโปรแกรมที่รองรับการประสานงานของแต่ละบุคคล รวมถึงความสามารถของบริษัทในการพัฒนาระบบงานของบริษัทให้รองรับการปฏิบัติงาน บางครั้งคุณมอบหมายงานอัพเดทข่าวฟุตบอลรายวันให้พนักงาน แต่กว่าพนักงานจะอัพเดทข่าวก็ปาไปบ่ายแล้ว ทำให้เสียโอกาสคนเข้าชมเว็บช่วงเช้า ซึ่งส่งผลเสียในระยะยาวกับเว็บแอพของเราโดยตรง

คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโว ประเทศไทย ในรายการ The Secret Sauce ได้พูดถึง 4 หัวใจในการทำงาน แบบ remote work มีดังนี้

  • เทคโนโลยี เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ช่วยให้การทำงานแบบ Remote Work มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด โดยเทคโนโลยีที่ คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ให้ความสำคัญ ได้แก่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน, สภาพแวดล้อมในการทำงาน (นอกสถานที่) และการวางแผนการทำงาน
  • ความเชื่อมั่น/เชื่อใจ ปัญหาที่พบได้บ่อยในการทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home ในประเทศไทย คือ การที่ผู้บริหารไม่เชื่อใจการทำงานของพนักงาน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการนั่งเฝ้าจอเปิดกล้องเพื่อ VDO Conference ซึ่งปัญหานี้ไม่เพียงแต่จะทำให้พนักงานเกิดความเครียด ซึ่งทำให้ผลการปฏิบัติงานไม่ดี ขาดความสร้างสรรค์ในการทำงาน
  • การสื่อสาร การประสานงานระหว่างคนในทีมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การวางแผนการดำเนินงานของพนักงานแต่ละคนเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลการทำงาน นอกจากนี้ควรมีช่องทางการติดต่อเร่งด่วนเผื่อเอาไว้อัปเดตข้อมูลการทำงานของเพื่อนร่วมงาน
  • ความเป็นกันเอง แม้ว่าการทำงาน Remote Work จะเป็นการทำงานจากสถานที่ได้ก็ได้แต่ก็ควรมีการพบปะกันอย่างน้อยเดือนละ 1 – 2 ครั้ง โดยในวันที่ต้องพบปะกันควรทำสภาพแวดล้อมการทำงานให้มีความเป็นกันเองมากกว่าที่จะเป็นการประชุมเคร่งเครียดกันทั้งวัน เมื่อสมาชิกในทีมมีความเป็นกันเองจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกันมีความราบรื่นและจริงใจต่อกันมากขึ้น

ในปัจจุบันมีหลายบริษัทเปิดรับพนักงานที่สามารถทำงานแบบ Remote Work มากขึ้น เพราะเห็นประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานของพนักงานในบริษัทในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งใครที่อยากหางานแบบ Remote Work สามารถค้นหาผ่าน Search Engine ด้วยคำว่า “Remote Work” ได้เลย

เรื่องของเวลา

3 เทคนิคบริหารเวลา สำหรับวัยรุ่นสร้างตัว ยุค 2022

3 เทคนิคบริหารเวลา สำหรับวัยรุ่นสร้างตัว ยุค 2022

ชีวิตคนเรานั้นต้องพบเจอเรื่องราวมากมายที่ชวนให้ปวดหัวและสับสน กระทบทั้งร่างกายและจิตใจได้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่มักประสบพบเจอกับปัญหาการเรียนและด้านความรักที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันในวัยนี้ ทั้งยังเป็นช่วงที่ต้องเริ่มตั้งเป้าหมายว่าจะดำเนินชีวิตไปในเส้นทางใดจึงจะดีที่สุดต่ออนาคต ทำให้ต้องรู้จักบริหารจัดการเวลาให้ลงตัวที่สุด จึงจะทำได้อย่างสำเร็จ

วันนี้เรามี 3 เทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยทำให้วัยรุ่นสร้างตัวใช้บริหารเวลาชีวิตได้อย่างราบรื่นมาแบ่งปันกัน

1.หยุดโฟกัสหลาย ๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน
แม้จริงอยู่ที่ในหนึ่งวันเรามีสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จมากมาย แต่ในบางเรื่องเราก็ไม่สามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ ด้วยเหตุนี้การจัดตารางเวลาและลำดับความสำคัญของงานจึงต้องทำเสมอ และมีเป้าหมายในชีวิตแบบวันต่อวันที่ชัดเจน ก็จะช่วยทำให้เราสามารถรับผิดชอบหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ดีมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ ทำให้มีสมาธิต่องานแต่ละชิ้นที่อยู่ตรงหน้า จะทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลงอย่างมาก

2.เริ่มต้นจากการทำในสิ่งที่ต้องทำ ก่อนหันไปทำสิ่งที่รัก
ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากจะทำในสิ่งที่เรารักกันทั้งนั้น ทว่าในการดำเนินชีวิตช่วงเริ่มต้นเราจำเป็นต้องเลือกสิ่งที่ต้องทำก่อน เพื่อให้เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย ตลอดจนภาระต่าง ๆ ที่เรารับผิดชอบให้ได้เป็นอย่างดี แล้ววันหนึ่งที่เรามีเงินมากพอ หรืองานที่รักนั้นสร้างรายได้ให้กับเราอย่างเพียงพอแล้ว ในตอนนั้นย่อมไม่ผิดที่เราจะเริ่มหันมาทำในสิ่งที่รัก ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การบริหารเวลาช่วงเช้าสำหรับออกกำลังกายดูแลสุขภาพ จัดเวลาช่วงกลางวันสำหรับเรียนหรือทำงานอย่างไม่ล่าช้า และเวลาในช่วงท้ายวันเพื่อการพักผ่อนดูหนัง ชมสื่อจากอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ เป็นต้น

3.สร้างวินัยให้ตัวเอง
วินัยช่วยทำให้เรามีความอดทนไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้การฝึกฝนจนเป็นนิสัย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ก็จะช่วยทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น อีกทั้งวินัยยังช่วยทำให้เรามีระเบียบและเพิ่มทักษะในวิชาชีพได้อีกด้วย เช่น หากเราตั้งเป้าหมาว่า จะทำงานเสริม เพื่อเก็บเงินสร้างรายได้ทำธุรกิจเล็ก ๆ หลังเรียนจบ ก็ต้องมีวินัยในการทำงานเสริมอย่างขยันขันแข็ง แบ่งเวลาสำหรับการเรียน-ทำงาน-เดินทาง-ชีวิตส่วนตัวอย่างเป็นแบบแผน จะเป็นที่ชื่นชมของนายจ้างและเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งทำให้เรามีนิสัยที่ดีสำหรับการประสบความสำเร็จในวันหน้าได้

วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่หลายคนเคยผ่านมาและหลายคนกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะในช่วงปี 2022 ที่มีภาวะโควิดระบาด มีการตกงานและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วไป นี่จึงเป็นก้าวสำคัญที่เราจะตัดสินใจอย่างมีสติว่า ทุกย่างก้าวต่อไปของเราควรเป็นเช่นไร และแม้เส้นทางข้างหน้าจะยากลำบาก มีปัญหาเพียงใด แต่เชื่อเถอะว่า หากเราผ่านเรื่องราวต่าง ๆ นี้ได้​ เราจะกลายเป็นหนึ่งในวัยรุ่นสร้างตัวที่ประสบความสำเร็จที่สุดอย่างแน่นอน

เรื่องของเวลา

บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพสไตล์อีลอน มัสก์

บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพสไตล์อีลอน มัสก์

ใครเคยสงสัยบ้างว่า นักธุรกิจที่มีธุรกิจมูลค่ามหาศาล มีพนักงานนับหมื่นคน มีโรงงาน มีสาขานับร้อยนับพันแห่งทั่วโลก เขามีวิธีการจัดการกับเวลาที่มีเพียง 24 ชั่วโมงเท่ากับเราอย่างไร ทำไมเขาถึงบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพจนสร้างผลงานระดับโลกออกมาอยู่เสมอ ทั้งที่งานที่ต้องคิดต้องทำน่าจะมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัวนัก

หนึ่งในนักธุรกิจ นักสร้างสรรค์นวัตกรรมระดับโลกเจ้าของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเทสล่าและบริษัทด้านกิจการอวกาศสเปชเอ็กซ์ อย่างอีลอน มัสก์ ก็เป็นหนึ่งในบุคคลตัวอย่างที่ถูกพูดถึงว่าเขาสามารถบริหารจัดการเวลาการทำงานและชีวิตส่วนตัวในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดคนหนึ่ง หลายคนคงอยากทราบว่าอีลอน มัสก์มีวิธีบริหารจัดการเวลาอย่างไรในแต่ละวัน เขาจึงทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนกลายเป็นบุคคลระดับโลกที่ทุกคนต่างยอมรับกัน เรามาดูกัน ดังนี้

1. ในแต่ละสัปดาห์อีลอน มัสก์ทำงาน 80-100 ชั่วโมง
คนทั่วไปทำงานกันสัปดาห์ 40-60 ชั่วโมงก็แทบจะหมดแรง แต่คนที่เป็นผู้บริหารที่ร่ำรวยมหาศาลอย่างอีลอน มัสก์กลับทุ่มเททำงานมากกว่าคนทั่วไปถึง 20-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

2. เทคนิคการบริหารจัดการเวลาแบบ Time boxing
อีลอน มัสก์เป็นหนึ่งในคนดังหลายคนที่ใช้หลักการบริหารเวลาแบบที่เรียกว่า time boxing หรือการกำหนดกิจกรรมการทำงานตามกล่องต่าง ๆ โดยวิธีการก็คือ เขาจะสร้างกล่องสี่เหลี่ยมขึ้นมาหลาย ๆ กล่องอาจจะเป็นกล่องจริง ๆ หรือกล่องโดยสมมติก็ได้ เสร็จแล้วก็เขียนสิ่งที่ตั้งใจจะทำลงไปในกล่องแต่ละใบ พร้อมระบุเวลาที่ต้องการจะทำให้สำเร็จลงไปด้วย

3. เรียนรู้เวลาที่ควรใช้ในกล่องแต่ละใบ
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ระบุลงในกล่องแต่ละใบ ในครั้งแรกจะไม่มีทางทราบได้ว่ากิจกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรืองานส่วนตัวต้องใช้เวลาทำเท่าไหร่งานจึงจะสำเร็จ หรือคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปมากที่สุด จึงต้องใช้วิธีประมาณการเอาไว้ก่อน แล้วจึงค่อย ๆ ปรับระยะเวลาให้ตรงกับความเหมาะสมในภายหลัง

4. หาจุดบกพร่องจากกล่องที่ใช้เวลามากเกินไป
เมื่อลงมือทำงานตามกิจกรรมที่ระบุไว้ในแต่ละกล่อง หากกิจกรรมหรืองานชิ้นไหนที่ใช้เวลามากเกินที่กำหนดไว้ หลังจากจบวัน เราสามารถนำกิจกรรมในกล่องนั้นมาวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เราทำงานได้ล่าช้า เพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงขั้นตอนการทำงานใหม่ในครั้งหน้า

5. กำหนดเวลาทำให้เราเลือกทำเฉพาะงานที่จำเป็น
การมีกรอบเวลาในสิ่งที่ต้องการจะทำในแต่ละอย่าง จะช่วยให้การทำงานที่ไม่จำเป็นและเรื่องไร้สาระถูกขจัดออกไป จะเหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย เพราะมีกรอบเวลามาเป็นตัวบีบบังคับ

หลายคนอาจจะมองว่าการบริหารเวลาแบบนี้ เป็นการกดดันตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า นี่อย่างไรเล่าที่เป็นความแตกต่างระหว่างคนทั่วไปกับคนอย่างอีลอน มัสก์ เพราะคนที่คิดงานใหญ่ระดับโลกได้ สิ่งที่เราเรียกว่าความกดดัน พวกเขาเรียกสิ่งนั้นว่า “ความท้าทาย”

บริหารเวลาทำงาน

แจกเทคนิคการบริหารเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วันให้ทำทุกอย่างที่อยากทำได้

แจกเทคนิคการบริหารเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วันให้ทำทุกอย่างที่อยากทำได้

หลายคนเคยมีความคิดว่า 24 ชั่วโมงใน 1 วันดูเหมือนจะสั้นไป ไม่พอที่จะทำอะไรที่อยากทำอีกหลายอย่างโดยลืมนึกไปว่าคนเราก็มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ใครก็ตามที่ยังคิดว่า 24 ชั่วโมงไม่พอที่จะทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง วันนี้จะมาแจกเทคนิคการบริหารเวลาใน 1 วันให้ได้รู้กันว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้เราสามารถทำกิจกรรมทุกอย่างที่อยากทำได้

 

1.ให้เวลากับสิ่งที่มีความสำคัญ หมายถึงเราต้องแบ่งเวลาให้เป็น ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องในชีวิตจะสำคัญเท่ากันหมด โดยสามารถฝึกฝนเทคนิคในการบริหารเวลาการทำงานด้วยหลัก 7 Habits of Highly Effective People คือ

 

  • สิ่งที่รีบและสำคัญ คืองานที่มีกำหนดเวลาให้รีบทำทันที เช่น จัดทำรายงานประชุมภายใน 1 ชั่วโมง
  • สิ่งที่ไม่รีบแต่มีความสำคัญ โดยมากจะเป็นสิ่งที่ส่งผลประโยชน์ต่อตัวเองในอนาคต ให้วางแผนในการจัดการ เช่น ออกกำลังกายหลังเลิกงาน
  • สิ่งที่รีบแต่ไม่สำคัญ ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรจะลดเวลาในการทำให้น้อยที่สุด
  • สิ่งที่ไม่รีบและไม่สำคัญ เช่น การเล่น Facebook หรือการดูทีวี ก็ควรค่อยทำเมื่อว่างจากกิจกรรมประจำวัน

 

หากปฏิบัติได้ตามนี้ถือเป็นการเริ่มต้นในการบริหารเวลาชีวิตให้ดีขึ้นได้

 

2.ให้รู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน เพื่อให้ง่ายที่สุดในการบริหารเวลา 24 ชั่วโมงให้คุ้มค่า เช่น ตื่นนอนเวลา 6 โมงเช้า เวลาในการทำงานคือ 8.00 – 17.00 น. หลังจากเวลางานคือการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ชอบและเข้านอนเวลา 4 ทุ่ม เป็นต้น เมื่อวางแผนได้เช่นนี้แล้ว จะทำให้ได้รู้ว่าจะต้องวางแผนบริหารเวลาอย่างไรในแต่ละช่วงของวันเพื่อให้เวลา 24 ชั่วโมงในวันนั้นคุ้มค่ามากที่สุด

 

3.เวลา 8 ชั่วโมงของการทำงาน คือช่วงเวลาที่สามารถใช้ฝึกฝนในการบริหารเวลาได้ดีที่สุด ซึ่งหากบริหารเวลาการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ก็จะมีเวลาเหลือในการใช้ทำกิจกรรมอื่นที่ชื่นชอบได้มากเท่านั้น เทคนิคที่จะช่วยทำให้การบริหารเวลาในการทำงานได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุดคือการโฟกัสงานที่ต้องทำ เริ่มจากจัดลำดับความสำคัญของงาน หาวิธีการทำงานที่ช่วยผ่อนแรงทำงาน รวมถึงทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น สุดท้ายคือต้องจัดการเวลาเช็ก e-mail อย่างมีคุณภาพด้วยเทคนิคดังนี้

 

  • กำหนดเวลาเช็ก e-mail 
  • จัดเก็บกล่อง e-mail เป็นหมวดหมู่
  • ใช้หลักการ 2 minutes rules คือ (1) e-mail ที่ต้องตอบทันที (2) e-mail ที่สามารถตอบทีหลังได้ และ (3) e-mail ขยะให้ลบทิ้งไป

 

4.การหาตัวช่วยเพื่อลดเวลาในการทำงาน เป็นเคล็ดลับอีกข้อที่ช่วยบริหารเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การแบ่งงานออกเป็นงานย่อย ๆ หรือหาตัวช่วยอย่าง application ช่วยในการทำงานหรือเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาและแรงงานในการทำงานก็ได้ทั้งนั้น นอกจากช่วยลดเวลาทำงานได้แล้ว ยังเป็นการผ่อนแรง รวมถึงทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นด้วย

 

5.หาวิธีลดเวลาจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การปรับเปลี่ยนการเดินทางจากรถยนต์ส่วนตัวเป็นเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเพราะทำให้เดินทางไปถึงที่ทำงานได้เร็วกว่า หรือเวลาพักกลางวันก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงก็ได้ กินข้าวให้เร็วอีกนิดจะได้ใช้เวลาที่เหลือจากเวลาพักไปทำงานช่วงบ่ายให้เสร็จเร็วขึ้น

 

เชื่อได้เลยว่าหากสามารถปฏิบัติตัวได้ตามเทคนิคการบริหารเวลาที่แนะนำข้างต้น รับรองว่าเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วันของเราจะเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าและมีความหมายในแต่ละวันได้มากทีเดียว

บริหารเวลาทำงาน

แทงบอลออนไลน์ให้ได้กำไร ควรบริหารเวลาให้เป็น

แทงบอลออนไลน์ให้ได้กำไร ควรบริหารเวลาให้เป็น

หากคุณเป็นนักลงทุนออนไลน์มือใหม่ อาจจะยังไม่รู่ว่า ควรเลือกแทงบอลออนไลน์ในช่วงเวลาไหนดีถึงจะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ และในวันนี้ก็ได้นำช่วงเวลาการแทงบอลออนไลน์ที่ดีที่สุดมาฝากกัน เพื่อเป็นแนวทางให้นักลงทุนหน้าใหม่หน้าเก่าได้มีความรู้เพิ่มเติม หรือช่วยให้ลดอัตราการเสียเงินไปในตัว

“3 ช่วงเวลาแทงบอลออนไลน์ ทำกำไรได้ดีที่สุด”
ทางทีมงานได้คัดสรรหาช่วงเวลาการแทงบอลออนไลน์ที่ดีที่สุดมาฝาก หากนักลงทุนได้รับรู้เรื่องช่วงเวลาดังกล่าว ก็สามารถไปประยุกต์ใช้ทันที แต่จะมีช่วงเวลาไหนบ้างนั้น มาดูกันเลย

1. ช่วงเวลาก่อนเริ่มแข่งขัน : สำหรับในช่วงเวลาก่อนเริ่มแข่งขันนั้น บอกได้เลยว่า นักลงทุนจะได้รับเรทราคาค่าน้ำที่ดีที่สุด และที่สำคัญยังไม่มีการไหลของเรทราคาค่าน้ำอีกด้วย แล้วยังเป็นเรทราคาค่าน้ำบอลในแบบครึ่งๆ จึงยกให้เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับนักลงทุนได้ลุ้นทำกำไรมหาศาลในช่วงเวลา 90 นาทีที่แข่งขัน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำเงินได้มากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

2. ช่วงเวลาระหว่างพักการแข่งขัน : สำหรับช่วงเวลาระหว่างพักการแข่งขั้นนั้น เป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนสามารถทำเงินได้มากที่สุดเหมือนกัน เพราะในตอนพักนั้น จะมีเรทราคาค่าน้ำดีรองลงมา หากมีการวิ่งก็จะวิ่งไม่มากนัก ถือว่าเป็นในเรทราคากลางๆ และที่สุดพิเศษไปกว่านั้นนักลงทุนยังสามารถทำการวิเคราะห์บอลได้ด้วย เนื่องจากได้เห็นรูปเกมการเล่นในช่วง 45 นาทีแรก

3. ช่วงเวลาก่อนจบการแข่งขัน 30 นาที : สำหรับในช่วงเวลาก่อนจบการแข่งขัน 30 นาทีนั้น ถือเป็นอีกช่วงที่มีเรทราคาค่าน้ำดี เนื่องจากในช่วงเวลานั้นๆ จะเห็นได้ชัดถึงภาพรวมของการแข่งขันทั้งหมดทั้งทีมที่ตั้งรับและทีมที่บุกเข้าใส่ ทำให้วิเคราะห์ตามเกมได้ง่าย ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน เลยเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนสามารถได้รับเรทราคาค่าน้ำแบบก้าวกระโดด

ทุกช่วงเวลาที่กล่าวมาล้วนมีจุดเด่นแตกต่างกันไป หากนักลงทุนต้องการทำผลกำไรต่อวันให้ได้มากที่สุด ควรบริหารจัดการเวลาให้ดีทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและการวิเคราะห์บอลให้ถูกหลัก ถ้าสองสิ่งนี้มันบาลานซ์กันก็ทำให้นักลงทุนมีสมาธิในการแทงบอลและมีความแน่วแน่ต่อราคาใดราคานั้นไม่เกิดสภาวะสับสนหรือกังวล สุดท้ายนี้ขอฝากวลีเด็ดๆไว้ให้คิด “อย่าทำอะไรเกินตัว” ควรวางเดิมพันเท่าที่มี ไม่ให้ไปเดือดร้อนใครและควรแบ่งเป็นสัดส่วนไว้ใช้ด้วย

เรื่องของเวลา

บริหารเวลายังไงให้ทำอะไรได้เยอะขึ้น

บริหารเวลายังไงให้ทำอะไรได้เยอะขึ้น

ในทุกวันนี้ เราหันไปทางไหนก็มีแต่คนบอกว่างานล้นมือ งานยุ่ง จนไม่มีเวลาทำนั่นนี่ให้เสร็จ กลายเป็นมีงานคั่งค้าง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานเท่าที่ควร และขาดเวลาไปศึกษาเรื่องอื่นที่จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นได้ เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพ การเรียนรู้ด้านการลงทุน การออกกำลังกาย ฯลฯ

เรามาดูกันว่า หากต้องการเวลาในการทำอะไรให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม ต้องทำอย่างไรบ้าง

1. แบ่งเวลาตามสูตร 8-8-8
8-8-8 เป็นสูตรที่ช่วยให้ชีวิตมีสมดุลขึ้น เราควรต้องมีเวลานอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ตื่นตัวในวันถัดไป เวลาอีก 8 ชั่วโมงสำหรับการทำงานและอีก 8 ชั่วโมงสำหรับการใช้ชีวิตส่วนตัว เช่น ดูหนังพักผ่อน ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ฯลฯ

2. ทำตารางเวลาล่วงหน้า
การทำสมุดบันทึกกิจกรรมที่ต้องทำในวันถัดไปล่วงหน้าตอนก่อนนอน เป็นตัวช่วยที่ดี คุณจะรู้ว่าพอตื่นนอนแล้วต้องทำอะไรบ้างตามลำดับ ทำให้งานทุกอย่างที่วางแผนไว้สำเร็จได้ง่าย ไม่คั่งค้างให้วันถัดไปต้องทำงานหนักจนอ่อนเพลียและสมองล้า

3. พูดปฏิเสธให้เป็น
คนไทยเป็นคนขี้เกรงใจ แต่ก็จำเป็นต้องใช้ให้ถูกเรื่อง การบริหารเวลาของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเกรงใจคนอื่น หากใครขอความช่วยเหลือจากคุณในเรื่องที่ไม่จำเป็น หรือคุณยังมีงานอื่นที่คั่งค้างอยู่ ก็ควรปฏิเสธพูดไป

4. มีกฎเกณฑ์เล็กน้อยกับตัวเอง
กฎเกณฑ์บางอย่างทำให้เรามุ่งมั่นที่จะบริหารเวลาได้ดีขึ้น เช่น จะไม่รับประทานข้าวบนโต๊ะทำงาน นั่นหมายความว่าเราต้องทำงานทุกอย่างให้เสร็จสิ้นตามแผน เมื่อถึงเวลาก็ต้องรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เราโฟกัสกับงานตรงหน้าอย่างเต็มที่ขึ้น

5. มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณต้องการลดน้ำหนัก แต่มีข้ออ้างว่าเวลาไม่พอจึงไม่เริ่มเสียที การกำหนดว่าจะออกกำลังกายเพื่อให้ลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัมใน 3 ปี เป็นเทคนิคที่ดีทำให้ยึดมั่นและเกิดการสร้างวินัยอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอุปนิสัยใหม่ได้

6. ใช้ตัวช่วยบ้าง
ตัวช่วยที่เราหมายถึง ได้แก่ การนั่งรถไฟฟ้า รถแท็กซี่ แทนการขับรถเองบ้างในบางครั้ง การซื้ออาหารที่มีวิธีการทำงานซับซ้อนแทนการทำเองในบางโอกาส เป็นสิ่งที่ทำให้คุณประหยัดเวลาที่มีอยู่จำกัดให้ไปใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญกว่าได้ดีขึ้น

การบริหารเวลาอย่างมีการวางแผน เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองในเมื่อทุกวันมี 24 ชั่วโมง คนที่จัดการเวลาได้เก่ง จึงประสบความสำเร็จในชีวิตได้สูง เราหวังว่าคุณจะนำเทคนิคที่กล่าวมาไปดัดแปลงให้เข้ากับชีวิต เพื่อจัดสมดุลได้ดีขึ้น

Uncategorized

รีวิว หนังสือ การบริหารเวลา จัดการสิ่งสำคัญในชีวิตให้มีประสิทธิภาพ

รีวิว หนังสือ การบริหารเวลา จัดการสิ่งสำคัญในชีวิตให้มีประสิทธิภาพ

Work – life balance คือ ทฤษฏีการปรับสมดุลการใช้ชีวิตและการทำงานให้มีความเหมาะสมลงตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดการรบกวนในช่วงเวลาพักผ่อน ทำให้การบริหารเวลาจึงเป็นทักษะที่ช่วยให้เกิด Work – life balance ที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยหนังสือ How to ที่ช่วยในการบริหารจัดการเวลา มีดังนี้

  • วิธีบริหารเวลา ให้คุ้มค่าที่สุดในแต่ละวัน หนังสือของ Lothar Seiwert ที่แปลโดยปิยะกัลย์ สินประเสริฐ ที่มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการอธิบายความคุ้มค่าของเวลาในแต่ละวัน และบอกถึงวิธีการบริหารเวลาเพื่อให้คุณสามารถใช้เวลาให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเนื้อหาภายในเล่มจะเริ่มตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ วิธีวางแผนการใช้เวลา และการลำดับความสำคัญเพื่อลดการทำงานที่ไม่จำเป็น
  • The Bullet Journal Method : วิถีบันทึกแบบบูโจ หนังสือจิตวิทยาราคาหลักร้อยที่เขียนโดย Ryder Carroll และแปลโดย นรา สุภัคโรจน์ ที่มีประเด็นสำคัญเรื่องการปรับเวลาชีวิตให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในอนาคต ด้วยการจัดระเบียบเวลาในปัจจุบันและการวางแผนการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบในอนาคต
  • แค่ใช้เวลาให้เป็น ไม่ต้องเก่ง ก็ไปได้ไกลกว่า หนังสือ How to ที่ไม่ใช่เพียงแค่บอกวิธีการในการบริหารเวลาเพื่อให้นำไปใช้ในชีวิตจริงแต่ยังมีข้อคิดเชิงบวกที่ช่วยกระตุ้นการใช้ชีวิตอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เวลาในแต่ละวัน และลดความรู้สึกผิดเมื่อเลิกงานตามเวลาด้วยการใช้เวลาในการทำงานแต่ละวันอย่างคุ้มค่าที่สุด
  • Eat that frog กินกบตัวนั้นซะ! เป็นหนังสือที่บอกเหตุผลว่าทำไมเราควรจัดการงานที่คั่งค้างไว้ทันทีโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งภายในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึงวิธีจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละอย่างและบอกถึงวิธีลดภาระงานที่ไม่จำเป็น หรือยังไม่เร่งด่วนออกไปก่อน เพื่อให้เราสามารถใช้เวลาอย่างเต็มที่ไปกับงานที่มีความจำเป็นและสำคัญจริง ๆ ได้โดยทันที
  • ทำน้อยลง แต่ได้งานมากขึ้น ด้วยเคล็ดลับจากซีอีโอนักบริหารเวลา : Extreme Productivity หนังสือบริหารเวลาที่จะช่วยลดภาระการทำงานที่ไม่จำเป็นลงไปเพื่อเพิ่มเวลาและประสิทธิภาพในการทำงานที่สำคัญ โดยนำเทคนิคของผู้บริหารระดับสูงมาใช้ ซึ่งเนื้อหาภายในหนังสือไม่ได้มีเพียงการบริหารจัดการเวลา แต่ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและลูกน้องเพื่อให้เกิดการวางแผนงานและการมอบหมายงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งยึ้น

หนังสือการบริหารเวลาเป็นหนังสือแนว How to ที่ช่วยให้คนวัยเรียนและวัยทำงานสามารถบริหารเวลาในแต่ละวันให้เกิดประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย

เรื่องของเวลา

4 กลยุทธ์บริหารเวลาช่วยให้ชีวิตมีศักยภาพมากขึ้น

4 กลยุทธ์บริหารเวลาช่วยให้ชีวิตมีศักยภาพมากขึ้น

การบริหารเวลาถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การดำเนินชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น เมื่อใดที่คุณเริ่มทำกิจวัตรประจำวันที่มีเวลาผิดเพี้ยนไปจากเดิมแค่เล็กน้อย คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าเส้นเวลาเดิม ๆ ที่ควรเป็นจะหายไปทันที ดังนั้นการบริหารเรื่องเวลาจึงเข้ามาเป็นส่วนช่วยทำให้ชีวิตกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พร้อมสร้างศักยภาพในการใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณต้องการเริ่มบริหารช่วงเวลาในชีวิตให้มีคุณภาพกว่าเดิม ขอแนะนำ 4 กลยุทธ์ต่อไปนี้

1.สร้างเป้าหมายตามความต้องการ
เรื่องแรกที่ควรทำ คือ การเริ่มต้นตั้งเป้าหมายบริหารเวลาที่คุณต้องการ โดยเน้นเลือกจากความต้องการส่วนตัวของคุณว่าในแต่ละวันและแต่ละช่วงเวลา คุณต้องการทำกิจกรรมใดบ้าง? โดยให้คุณทำรายการเกี่ยวกับเป้าหมายที่คุณต้องการทำในแต่ละวัน เช่น การระบุความต้องการที่ชัดเจน, การกำหนดระยะเวลาที่ถูกต้อง, การกำหนดความสำคัญแต่ละขั้นตอน จัดอันดับเป็น 1, 2, 3 เมื่อครบตามวันแล้วให้มาสรุปว่าประโยชน์ที่คุณได้รับในแต่ละช่วงเวลานั้นคืออะไร? เพื่อทำให้คุณได้เห็นว่าควรเพิ่มหรือลดช่วงเวลาใดบ้าง กิจกรรมในแต่ละวันของคุณจะได้ไม่แน่นมากจนรู้สึกเหนื่อย

2.ทำความเข้าใจวิธีการ
เรื่องต่อมา คือ การทำความเข้าใจต่อวิธีการที่อยู่ภายในลิสต์ที่คุณจดไว้ เช่น ถ้าคุณเริ่มต้นจัดเวลาในการอาบน้ำและแต่งกายออกไปทำงานที่ 30-60 นาที คุณต้องเริ่มวางแผนและเข้าใจวิธีการว่าจะต้องอาบน้ำกับแต่งตัวอย่างไรให้อยู่ในช่วงเวลานี้และจะไม่เกินไปมากกว่านี้ เพื่อทำให้ทุกเวลาดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่ขอแนะนำให้คุณยึดตามความเป็นจริง ถ้าไม่ทันให้ยืดเวลาออกไปอีกเล็กน้อย เพื่อที่คุณจะได้เรียนรู้เป็นประสบการณ์ว่าการจับเวลาในข้างต้นของคุณนั้นถูกต้องแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่ถูกต้องจะได้มีการปรับตารางใหม่ เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของคุณมากขึ้น จะได้รู้สึกไม่ตึงเครียดมากเกินไป

3.ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
เมื่อได้แนวทางและทำความเข้าใจต่อวิธีการจัดเวลาเรียบร้อยแล้ว ให้คุณปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและมีความเคร่งครัดกับตัวเองเสมอ ไม่ขาดหายหรือผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด โดยลักษณะนิสัยของมนุษย์แล้วจะต้องมีการทำอย่างต่อเนื่องที่ 30 วันเป็นขั้นต่ำ จึงจะทำให้เกิดการปฏิบัติเองแบบอัตโนมัติ ดังนั้นคุณจะต้องตั้งการบริหารเวลาของตัวเองให้ครบที่ 30 วันเท่านั้น และในช่วงเวลานี้ไม่ควรออกนอกทางเด็ดขาด เพื่อทำให้การปรับเวลาของคุณสร้างลักษณะนิสัยที่มีศักยภาพและตรงตามเป้าหมายที่คุณต้องการได้เร็วขึ้น

4.หยุดพฤติกรรมทำลายเวลา
พฤติกรรมทำลายเวลาทุกพฤติกรรมที่เคยทำควรหยุดลงก่อน ไม่ว่าจะเป็นการผัดวันประกันพรุ่งของการทำงาน หรือ ความรู้สึกไม่อยากทำตามเป้าหมายเพราะรู้สึกท้อแท้ รวมไปถึงการจัดระเบียบทางความคิดของตัวเองใหม่ทั้งหมด เมื่อเห็นเรื่องต้องทำแล้วควรทำทันที ไม่ควรปล่อยละเลยแล้วสะสมให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะทำให้คุณต้องเหนื่อยในภายหลัง รวมไปถึงพฤติกรรมที่ชอบนั่งไถมือถือเพื่อดูไทม์ไลน์บนโซเชียล, การดูซีรีย์รอบดึก และการเข้าไปส่องโปรไฟล์ผู้อื่นในช่วงเวลางาน ควรหยุดทำไปก่อน ถ้าต้องการมีความเพลิดเพลินกับเรื่องเหล่านี้ให้จัดเวลาแยกไว้ต่างหาก เพื่อที่คุณจะไม่ได้หลุดออกจากแผนของการบริหารช่วงเวลาง่ายจนเกินไป

ถ้าคุณต้องการบริหารเวลาให้ตนเองมีศักยภาพในการใช้ชีวิตมากขึ้น แนะนำทั้ง 4 กลยุทธ์นี้ พร้อมการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้เกิดความคุ้นชินต่อเวลาที่ถูกต้องนี้ได้รวดเร็วมากที่สุด

บริหารเวลาทำงาน

เทคนิคบริหารเวลางานให้มีประสิทธิภาพแบบฉบับคนเยอรมัน

เทคนิคบริหารเวลางานให้มีประสิทธิภาพแบบฉบับคนเยอรมัน

การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นหนทางหนึ่งในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เพราะอย่าลืมว่าแต่ละคนมีเวลาเท่ากัน นั่นคือวันละ 24 ชั่วโมง ใครบริหารเวลาได้ดีกว่าถือว่าได้เปรียบ เพราะสามารถจัดการตารางชีวิตได้ดีกว่า โดยเฉพาะด้านการทำงาน เพราะในหนึ่งสัปดาห์ต้องทำงานมากถึง 5 วัน และนอกจากคนประเทศญี่ปุ่นแล้ว คนเยอรมันยังขึ้นชื่อว่าสามารถบริหารเวลาทำงานได้อย่างดีเยี่ยม จนมีชั่วโมงทำงานเพียงวันละ 7 ชั่วโมง โดยไม่ต้องอยู่ทำงานดึกดื่น และยังสามารถลางานได้ครั้งละเป็นเดือนเลยทีเดียว

เทคนิคบริหารเวลาตามแบบฉบับคนเยอรมัน

1. ให้ความสำคัญกับชั่วโมงทำงาน
ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่ให้ความสำคัญเรื่องเวลาโดยเฉพาะในชั่วโมงทำงาน เพราะคนเยอรมันเองก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไม่แพ้กัน โดยในเวลาทำงานจะโฟกัสไปที่การทำงานอย่างจริงจัง น้อยมากที่จะเสียเวลาไปกับการคุยเรื่องส่วนตัวกับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่การเดินไปชงกาแฟ อีกทั้งสไตล์การทำงานของคนเยอรมันจะเน้นการทำงานแบบคนเดียว แต่ละคนมักมีหน้าที่ชัดเจนทำให้ไม่ต้องประชุมงานบ่อย ๆ และยังมองว่าการประชุมบ่อยครั้งเกินไปและนานเกินไปจะทำให้ไม่มีสมาธิจดจ่อต่องานที่ตนเองได้รับมอบหมาย

2. อะไรคือตัวขโมยชั่วโมงทำงานของคุณ
เมื่อใดที่รู้สึกว่าทำงานออกมาได้ไม่เต็มที่ หรือสะสางงานได้น้อยกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ชาวเยอรมันมักค้นหาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งที่ขโมยเวลาทำงานไป เช่น การหันไปคุยเรื่องส่วนตัวกับเพื่อนร่วมงานนานเกินไป การใช้เวลาไปกับการติดตามโซเชียลมีเดียนานเกินไปโดยไม่รู้ตัว ฯลฯ ซึ่งคนทำงานมืออาชีพจะค้นหาคำตอบโดยการลิสต์สิ่งที่ขโมยเวลาทำงานในแต่ละวันแล้วลดหรือเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นเพื่อให้สามารถจัดการงานได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้

3. แบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อน
แม้ชาวเยอรมันจะค่อนข้างให้ความสำคัญกับชั่วโมงทำงาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ละเลยเรื่องการสังสรรค์ ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนตามโอกาส เรียกได้ว่าเวลาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่และเวลาพักผ่อนก็พักผ่อนอย่างเต็มที่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การลาพักร้อนติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ยังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งประเทศหนึ่งของโลก การนัดพบกลุ่มเพื่อนไลฟ์สไตล์เดียวกัน เช่น การนัดปีนเขาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ การนัดปาร์ตี้หลังเลิกงาน เป็นต้น

การบริหารจัดการเวลาได้อย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะในชั่วโมงทำงาน ทำให้ชาวเยอรมันมีชั่วโมงทำงานน้อยกว่าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกามากถึง 300 ชั่วโมงต่อปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนประเทศเยอรมันสามารถลาพักร้อนต่อเนื่องได้ถึง 4-6 สัปดาห์ แต่ยังสามารถจัดการเรื่องงานได้อย่างดีเยี่ยม เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่าตารางชีวิตค่อนข้างยุ่ง อย่าลืมนำเทคนิคบริหารเวลาเหล่านี้ไปใช้เพื่อการบริหารจัดการเวลาชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

 

บริหารเวลาทำงาน

เทคนิคบริหารเวลางานให้มีประสิทธิภาพแบบฉบับคนเยอรมัน

เทคนิคบริหารเวลางานให้มีประสิทธิภาพแบบฉบับคนเยอรมัน

การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นหนทางหนึ่งในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เพราะอย่าลืมว่าแต่ละคนมีเวลาเท่ากัน นั่นคือวันละ 24 ชั่วโมง ใครบริหารเวลาได้ดีกว่าถือว่าได้เปรียบ เพราะสามารถจัดการตารางชีวิตได้ดีกว่า โดยเฉพาะด้านการทำงาน เพราะในหนึ่งสัปดาห์ต้องทำงานมากถึง 5 วัน และนอกจากคนประเทศญี่ปุ่นแล้ว คนเยอรมันยังขึ้นชื่อว่าสามารถบริหารเวลาทำงานได้อย่างดีเยี่ยม จนมีชั่วโมงทำงานเพียงวันละ 7 ชั่วโมง โดยไม่ต้องอยู่ทำงานดึกดื่น และยังสามารถลางานได้ครั้งละเป็นเดือนเลยทีเดียว

เทคนิคบริหารเวลาตามแบบฉบับคนเยอรมัน

1. ให้ความสำคัญกับชั่วโมงทำงาน
ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่ให้ความสำคัญเรื่องเวลาโดยเฉพาะในชั่วโมงทำงาน เพราะคนเยอรมันเองก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไม่แพ้กัน โดยในเวลาทำงานจะโฟกัสไปที่การทำงานอย่างจริงจัง น้อยมากที่จะเสียเวลาไปกับการคุยเรื่องส่วนตัวกับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่การเดินไปชงกาแฟ อีกทั้งสไตล์การทำงานของคนเยอรมันจะเน้นการทำงานแบบคนเดียว แต่ละคนมักมีหน้าที่ชัดเจนทำให้ไม่ต้องประชุมงานบ่อย ๆ และยังมองว่าการประชุมบ่อยครั้งเกินไปและนานเกินไปจะทำให้ไม่มีสมาธิจดจ่อต่องานที่ตนเองได้รับมอบหมาย

2. อะไรคือตัวขโมยชั่วโมงทำงานของคุณ
เมื่อใดที่รู้สึกว่าทำงานออกมาได้ไม่เต็มที่ หรือสะสางงานได้น้อยกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ชาวเยอรมันมักค้นหาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งที่ขโมยเวลาทำงานไป เช่น การหันไปคุยเรื่องส่วนตัวกับเพื่อนร่วมงานนานเกินไป การใช้เวลาไปกับการติดตามโซเชียลมีเดียนานเกินไปโดยไม่รู้ตัว ฯลฯ ซึ่งคนทำงานมืออาชีพจะค้นหาคำตอบโดยการลิสต์สิ่งที่ขโมยเวลาทำงานในแต่ละวันแล้วลดหรือเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นเพื่อให้สามารถจัดการงานได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้

3. แบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อน
แม้ชาวเยอรมันจะค่อนข้างให้ความสำคัญกับชั่วโมงทำงาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ละเลยเรื่องการสังสรรค์ ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนตามโอกาส เรียกได้ว่าเวลาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่และเวลาพักผ่อนก็พักผ่อนอย่างเต็มที่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การลาพักร้อนติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ยังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งประเทศหนึ่งของโลก การนัดพบกลุ่มเพื่อนไลฟ์สไตล์เดียวกัน เช่น การนัดปีนเขาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ การนัดปาร์ตี้หลังเลิกงาน เป็นต้น

การบริหารจัดการเวลาได้อย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะในชั่วโมงทำงาน ทำให้ชาวเยอรมันมีชั่วโมงทำงานน้อยกว่าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกามากถึง 300 ชั่วโมงต่อปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนประเทศเยอรมันสามารถลาพักร้อนต่อเนื่องได้ถึง 4-6 สัปดาห์ แต่ยังสามารถจัดการเรื่องงานได้อย่างดีเยี่ยม เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่าตารางชีวิตค่อนข้างยุ่ง อย่าลืมนำเทคนิคบริหารเวลาเหล่านี้ไปใช้เพื่อการบริหารจัดการเวลาชีวิตได้ดียิ่งขึ้น