Browse Category by เรื่องของเวลา
เรื่องของเวลา

5 ทักษะการบริหารเวลาที่พัฒนาได้ด้วยตัวเอง

5 ทักษะการบริหารเวลาที่พัฒนาได้ด้วยตัวเอง

ทักษะการบริหารจัดการเวลาช่วยให้มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือแม้แต่หน้าที่ความรับผิดชอบประจำวันหากทำได้อย่างเชี่ยวชาญ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นั่นคือความเป็นมืออาชีพที่กล่าวถึง แม้จะมีเวลาไม่มากหรือมีงานล้นมือแต่ถ้าสามารถพัฒนาทักษะการบริหารเวลาจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ทันท่วงที ไม่ต้องรู้สึกเครียดกับงานมากเกินไปหรือรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบมากเกินไป การจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลา ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีการของตนเองแตกต่างกันไป แนะนำเคล็ดลับที่คุณสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้มาฝากกันดังนี้

1.จัดลำดับความสำคัญของงาน
ก่อนเริ่มงานควรวางแผนทำงานสำคัญและต้องการให้เสร็จเร็วในทันที ส่วนงานไม่สำคัญเก็บไว้ทีหลัง ไม่ควรเสียเวลาและพลังงานไปกับงานที่ไม่สำคัญเพราะเห็นว่าง่ายและไม่เครียด อยากให้งานออกมามีประสิทธิภาพต้องมีสมาธิตั้งใจทำงานสำคัญและเร่งด่วนให้ดีที่สุด เวลาที่เหลือจึงใช้กับงานอื่น ๆ ตามตารางเวลาอย่างเหมาะสม งานทั้งหมดที่ได้รับมอบหมายจะได้เสร็จในเวลาอันสั้น ทำงานได้ดี มีเวลาส่วนตัวและเวลาอยู่กับครอบครัว ทั้งยังลดความเครียดไปได้ด้วย

2.วางสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จในแต่ละวัน
ก่อนเริ่มงานในแต่ละวันควรเขียนรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” วางแผนคร่าว ๆ ว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ลำดับความสำคัญและจำเป็น จากนั้นทำเรียงกันไปทำให้สำเร็จทีละอย่าง หากมีงานใหญ่สำคัญมาก ๆ ทำให้เสร็จก่อนแล้วอย่างอื่นค่อยทำในวันถัดไปหรือกระจายงานไปให้เพื่อนร่วมทีมช่วยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม หมั่นวางแผนจดรายการสิ่งที่ต้องทำ ทั้งเรื่องของการงานธุรกิจ งานบ้าน และเรื่องส่วนตัว

3.กำหนดเวลาทำงานให้สำเร็จ
การลำดับความสำคัญของงานมีหลายวิธี งานที่มีกำหนดเส้นตายนับเป็นอีกหนึ่งงานที่ต้องมาก่อนและทำให้สำเร็จเป็นอันดับแรก ช่วยให้การบริหารจัดการเวลาง่ายขึ้นมองเห็นภาพเพื่อให้จะทำงานได้อย่างต่อเนื่องทั้งในอาชีพการงานและชีวิตส่วนตัว เลิกพฤติกรรมผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะจะเสียเวลาและสูญพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ พยายามทำงานให้เสร็จก่อนกำหนดเส้นตายอย่างน้อย 2-3 วัน

4.หลีกเลี่ยงการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการทำงานหลายอย่างพร้อมกันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่ความจริงแล้วการจดจ่อมีสมาธิกับสิ่งที่ทำจะทำได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นวิธีปรับปรุงทักษะการจัดการเวลาได้ดีกว่า แนะนำให้ใช้ประโยชน์จากรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” และกำหนดเวลาเส้นตายเพื่อช่วยประหยัดเวลาและทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น

5.รู้จักแบ่งงานให้คนที่เหมาะสม
มอบหมายงานให้ลูกน้องทำบ้าง เป็นเรื่องปกติถ้าบางวันจะมีงานล้นมือจนรับไม่ไหว เมื่อหน้าที่มากเกินกว่าที่จะรับผิดชอบได้ ทำให้เกิดความเครียดและเบื่อหน่ายงาน การมอบหมายงานให้คนอื่นทำถือเป็นทักษะการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น ความเครียดมักเกิดขึ้นเมื่อเรารับงานมากกว่ากำลังที่จะทำได้ ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ลองพักสายตา หายใจยาว ๆ ออกไปเดินข้างนอก ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ฟังเพลง ทำงานอดิเรก เป็นวิธีจัดการกับความเครียดอย่างชาญฉลาด

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน หากบริหารเวลาได้ดีกว่า ก็จะทำให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า ดังนั้น ขอให้เริ่มวางแผนทันที แล้วคุณจะพบว่ามีเวลาเหลือทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น

เรื่องของเวลา

เผย 5 เทคนิคในการบริหารเวลา ช่วยให้ชีวิตลงตัวและง่ายขึ้น

เผย 5 เทคนิคในการบริหารเวลา ช่วยให้ชีวิตลงตัวและง่ายขึ้น

การบริหารเวลา (Time Management) เป็นทักษะและการฝึกฝนประเภทหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถจัดการเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วันของเราให้มีประสิทธิภาพด้วยการลำดับความสำคัญของกิจกรรมแต่ละประเภทให้ทำสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งหากมีวินัยและสามารถปฏิบัติตามได้ คำว่าไม่มีเวลาจะถูกกำจัดออกไปจากชีวิตและผลพลอยได้ของการบริหารเวลาจะช่วยให้เราสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่อยากทำได้โดยไร้ความกังวล วันนี้เราจะมาเปิดเผยเทคนิคในการบริหารเวลา 5 ข้อที่จะช่วยให้ชีวิตของเราลงตัวและง่ายขึ้น

1.สร้างตารางชีวิต (Schedule) ให้ตัวเอง ด้วยการกำหนดเวลาตื่นนอน การเดินทาง วางแผนการทำงานในแต่ละวัน ซึ่งบางวันหากเราบริหารช่วงเวลาในการทำงานได้ดี ก็จะมีเวลาเหลือไว้ทำกิจกรรมหลังเลิกงานหรือมีเวลาให้กับครอบครัวได้มากขึ้น แต่หากวันใดที่อาจประสบกับปัญหางานที่อาจทำให้ตารางชีวิตของเรารวนไปบ้างก็ไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลว ตรงกันข้ามเราสามารถใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียนหรือประสบการณ์ในการพัฒนาให้งานของเราสำเร็จและลุล่วงได้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม

2.จัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritization) นับเป็นทักษะที่ต้องการการฝึกฝนและปฏิบัติจนเกิดความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นรูทีน (Routine) หรือสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรจะมีแต่สามารถปฏิบัติได้เร็วขึ้น ส่งผลให้เราสามารถรับงานอื่นได้เพิ่มขึ้น ถือเป็นโอกาสให้เราแตกแขนงความสามารถในงานไปได้อีกระดับหนึ่ง

3.ทำงานที่ยากที่สุดก่อน (Challenge) คนเราต้องมีแต่การเดินไปข้างหน้าเท่านั้น ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องปกติที่มักจะได้รับมอบหมายงานชิ้นใหม่ที่มีความท้าทายมากกว่าเดิม เริ่มแรกย่อมผ่านไปได้ยากหรือเจอกับอุปสรรคบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อเราคุ้นเคยกับงานที่ยากเหล่านั้น งานยากจะถูกเปลี่ยนเป็นงานประจำทันที นั่นย่อมส่งผลให้เราสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้นเป็นลำดับ การทำงานที่ยากที่สุดก่อนในแต่ละวัน นอกจากจะทำงานได้คล่องและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลายได้มากกว่าด้วย

4.มีเวลาพักจากโซเชียล (Social) แม้ว่าการท่องโลกออนไลน์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคนไปเสียแล้ว แต่เรายังคงต้องรู้จักแบ่งเวลางาน เวลาของครอบครัว และเวลาของการท่องโลกโซเชียลเอาไว้ด้วย เพื่อให้เรายังคงตามโลกทัน ขณะเดียวกันชีวิตส่วนตัวและด้านการงานก็ยังคงมีประสิทธิภาพ

5.จัดสรรเวลาส่วนตัว (Personal Time) ทั้งเวลาพักผ่อน การออกกำลังกายหรืออ่านหนังสือ ฟังเพลง นับเป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้เราได้ผ่อนคลายและพักผ่อนสมอง เปรียบเสมือนการชาร์จแบตให้ตัวเองเพื่อทำกิจกรรมในวันต่อ ๆ ไปให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

การบริหารเวลาคือการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองให้สามารถจัดการทั้งเวลางาน เวลาของครอบครัว หรือเวลาส่วนตัวของตัวเองให้มีคุณภาพมากที่สุดเพื่อที่เราจะได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ประกอบกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการได้อย่างมีความสุขนั่นเอง

เรื่องของเวลา

บริหารเวลาอย่างไรให้มีเวลาเหลือ

บริหารเวลาอย่างไรให้มีเวลาเหลือ

หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างรอบด้าน ต้องฝึกบริหารเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีเวลาเหลือในการทำสิ่งต่าง ๆ ทั้ง ทำงานสร้างรายได้ ท่องเที่ยว พักผ่อน ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตกับครอบครัว ฯลฯ หากไม่เรียนรู้การบริหารเวลาให้ดีแล้ว ก็จะทำให้พลาดโอกาสทำสิ่งที่ต้องการไปอีกมากมาย

ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตต่างให้ความเห็นว่า การบริหารเวลาที่ดีประกอบไปด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือ การลำดับสิ่งที่ต้องทำก่อนและหลังอย่างเหมาะสม และการมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ หากคุณสามารถลำดับสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี เช่น ทำงานที่ยาก ต้องใช้พลังสมองมาก หรือต้องส่งอย่างเร่งด่วนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง แล้วไล่เรียงลำดับความสำคัญเร่งด่วนที่น้อยลงไปเรื่อย ๆ จนถึงงานที่ไม่จำเป็นและไม่เร่งด่วน ที่สามารถมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ ร่วมกับการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ต้องทำตรงหน้าเสมอ ไม่วอกแวก จะทำให้ทำงานผิดพลาดน้อยลงและงานเสร็จไวขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้ คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารเวลาที่ทุกคนควรนำไปปรับใช้ ได้แก่

  • การตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำก่อนทำงานสัก 15-30 นาที ซึ่งจะทำให้สมองได้รับออกซิเจนจากอากาศบริสุทธิ์และทำให้จิตใจแจ่มใสมากขึ้นด้วย
  • ปิดเครื่องมือสื่อสารในระหว่างการทำงาน คุณควรกำหนดเวลาในการเช็คอีเมลและการเข้าอินเทอร์เน็ตที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เช่น การเล่น Line Facebook Instagram เพราะจะทำให้เสียสมาธิและทำให้
  • งานผิดพลาดได้ ทั้งนี้อาจตั้งค่าแจ้งเตือนเฉพาะข้อความจากคนสำคัญเท่านั้น
  • ทำงานในสถานที่เหมาะสม ถ้าต้องใช้ความคิดในการทำงานมาก ควรเลือกสถานที่เงียบหรือมีบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวสูง จะทำให้พร้อมต่อการทำงานมากขึ้น
  • นอนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงเวลาสี่ทุ่มถึงตีสอง ที่ร่างกายสร้างโกร์ทฮอร์โมนมากที่สุด จะทำให้ลดอาการเหนื่อยล้าหรือง่วงนอนในระหว่างวันได้
  • แต่งกายเรียบง่าย หากศึกษาวิถีชีวิตของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย จะพบว่าในวันทำงาน เขาเหล่านั้นจะแต่งตัวเรียบง่ายคล้ายกันทุกวัน เช่น เสื้อเชิ้ตสีโทนเดียวกัน กางเกงสีดำหรือกรมท่า
  • รองเท้าหนัง เพื่อประหยัดเวลาในการตัดสินใจเลือกเสื้อผ้าได้มากขึ้น
  • การวางแผนล่วงหน้า การเตรียมงานของวันรุ่งขึ้น ในช่วงเวลาก่อนนอน 15 นาที จะช่วยลดความเร่งรีบในตอนเช้า ไม่เสี่ยงเจอปัญหารถติด ทั้งทำให้การทำสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างรอบคอบ

เราเชื่อว่าหากคุณนำเทคนิคและวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นไปปรับใช้ จะทำให้การบริหารเวลามีประสิทธิภาพขึ้น และทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างต้องการด้วย

เรื่องของเวลา

6 ด้านที่ควรปรับเพื่อพัฒนาการใช้ชีวิตแต่ละวันให้ดีขึ้น

6 ด้านที่ควรปรับเพื่อพัฒนาการใช้ชีวิตแต่ละวันให้ดีขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จจะมีการพัฒนาตัวเองด้วยการวางแผนบริหารเวลา ว่าช่วงนี้จะต้องทำอะไรในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ เมื่อมีการวางแผนไว้ดีและเลือกลำดับความสำคัญว่าอะไรควรทำก่อนหรือควรทำทีหลังแล้ว เขาก็จะมีการดำเนินชีวิตไปตามแผนและยังทำให้มีเวลาว่างเหลือมากทั้งที่งานเยอะ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 6 ด้านที่ควรบริหารเวลาในการพัฒนาตัวเอง เพื่อให้คุณใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด แล้วคุณจะพบว่ามีเวลาเหลือมากกว่าเดิม

การงาน การเงินหรือการเรียน – การให้เวลากับตัวเองด้วยการศึกษาเรียนรู้พัฒนาศักยภาพตัวเองเพื่อประโยชน์ในอนาคต เช่น การหางานเสริมด้วยช่องทางที่สร้างความรุ่งเรืองเพื่อให้คุณได้ก้าวต่อไปข้างหน้า

สมาธิหรือจิตใจ – การจัดสรรเวลาอยู่กับตัวเองในด้านสมาธิหรือจิตใจจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์ หมายความว่า มีใจนิ่ง ใจสบายมากขึ้น มีความสดชื่นและทรงพลังจนมีความพร้อมที่จะปฏิบัติทุกภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความคิด – การบริหารเวลาด้วยการสรรหาความรู้เพิ่มขึ้นตลอดซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากการฟังและการอ่าน จากนั้นให้มีการประเมินตัวเองเป็นช่วง ๆ อาจจะประเมินเป็นระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน ว่ามีการพัฒนาได้มากแค่ไหนหลังจากที่มีการนำความรู้มาใช้จริง เหมือนเหล่านักเตะชื่อดัง เอ็มบับเป้ เนย์มาร์ เมสซี่ คนเหล่านี้ย่อมมีการเทียบตัวเองให้พัฒนาขึ้นทุกๆเดือนเพื่อวิ่งไปจุดสูงสุดของฟุตบอล จนเกิดผลิตผลขึ้นมาซึ่งสามารถสังเกตได้ว่ามีความคิดที่ดีกว่าเดิม หรือเมื่อเจอปัญหาก็มีไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

สุขภาพ – การจัดสรรเวลาด้านสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน หากใครมีร่างกายที่อ้วนเกินไปจะเสียสุขภาพได้ ก็ควรมีการปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นด้วยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายบ้างเพื่อให้น้ำหนักลดลงมา ในทางตรงข้ามถ้าใครมีร่างกายผอมเกินไปก็ควรรับประทานอาหารเพิ่ม เมื่อบริหารเวลาด้านนี้ สุดท้ายก็จะมีสุขภาพร่างกายที่ดี

ครอบครัวและคนรัก – การมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมอาสาสมัคร การร่วมกันนั่งสมาธิหรือกิจกรรมอื่นในทางสร้างสรรค์ ก็จะช่วยให้จิตใจแต่ละสมาชิกมีความสุข สร้างความผูกพันธ์และความอบอุ่นระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สังคม – การทำเพื่อสังคมคือ การเสียสละสิ่งของ สละอารมณ์หรืออื่น ๆ ซึ่งคนที่จะบริหารเวลาด้านนี้จะต้องเป็นคนที่เสียสละได้ ในทางตรงข้ามหากเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้จักการเสียสละให้กับผู้อื่น ก็จะบริหารเวลาด้านนี้ได้ไม่มากนัก เพราะเมื่อไหร่มีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นเป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้เครียด

6 ด้านที่ควรบริหารเวลาเพื่อพัฒนาตัวเอง ถือว่าเป็นการสร้างวินัยในเรื่องของเวลาในการควบคุมว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แบบไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำไปเรื่อย ๆ ตามใจ จนดึกดื่นหรือเที่ยงคืน เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นการใช้เวลาอย่างไม่คุ้มค่า ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ ลองบริหารเวลาในด้านต่าง ๆ จากที่กล่าวมาข้างต้น แล้วคุณจะพบว่าตัวเองมีความสุขและภูมิใจที่สามารถบริหารเวลาในชีวิตได้อย่างเหมาะสม และมีเวลาเหลือมากกว่าเดิม

เรื่องของเวลา

แอปพลิเคชันช่วยบริหารเวลาออกกำลังกาย 2019

แอปพลิเคชันช่วยบริหารเวลาออกกำลังกาย 2019

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ หลายคนมักจะอ้างว่าไม่มีเวลา เพราะต้องให้ต้องทุ่มเทกับการทำงานหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างรายได้ แต่ในระยะยาวแล้วหากขาดการออกกำลังกาย จะทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง มีความเครียดสะสม และทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคอื่น ๆ ตามมาได้

แอปพลิเคชันในการออกกำลังกาย

1. MyFitnessPal

ใช้ได้ดีทั้งระบบโทรศัพท์ Android และ iOS สามารถช่วยในการตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกายให้เข้ากับลักษณะอาหารที่กินได้ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถใส่ข้อมูลของอาหารในแต่ละมื้อลงไปเพื่อการสแกนแคลอรี่ จะทำให้คุณรู้ว่าใน 1 วันคุณต้องออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหนเพื่อการเผาผลาญอาหารที่คุณรับประทานเข้าไปอย่างเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดไขมันสะสมส่วนเกิน

2. Johnson and Johnson Official 7 Minute Workout

เป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมมาก เพราะช่วยให้คุณสามารถขยับร่างกายออกกำลังกายได้นับพันรูปแบบ ซึ่งแต่ละอย่างก็ใช้เวลาสั้นเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น โดยจะมีการแบ่งระดับความยากง่ายตามที่ผู้ใช้งานเลือกได้ มีทั้งแนวโยคะ พิลาทีส เดิน วิ่ง กระโดด ฯลฯ จึงเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณจัดสรรเวลาในการออกกำลังกายได้ง่าย ๆ แม้แต่ในช่วงของพักเบรกเช้าหรือบ่ายโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและค่าสมาชิกหลักหมื่นเพื่อเข้าฟิตเนสเลย

3. C25K

เป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 30 นาที เหมาะกับคนที่ต้องการแบ่งเวลาอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงเพื่อการออกกำลังกายอย่างมีวินัย เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ทั้งในและนอกสถานที่ ทั้งยังมีการแจ้งเตือนเวลาสำหรับการเตรียมกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายและผ่อนคลายหลังออกกำลังกาย เพื่อลดการบาดเจ็บด้วย ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างเห็นผลในระยะเวลาสั้น ๆ ห้ามพลาดแอปพลิเคชันนี้

4. Challenges by Nexercise

นับว่าเป็นตัวช่วยให้คุณมีแรงจูงใจในการออกกำลังกายมากขึ้น เพราะหากสามารถทำได้ตามเป้าหมายจากการแข่งขันกับผู้ที่ใช้เครื่องมือนี้รายอื่น ก็จะสามารถได้บัตร Gift Voucher เพื่อแลกรับของขวัญจากทางแอปพลิเคชันได้ ได้ประโยชน์ทั้งในด้านบริหารจัดการเวลาให้มีวินัยออกกำลังกาย เสริมสร้างความสนุก และยังได้รางวัลเป็นของแถมอีกด้วย

การใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการเวลาในแต่ละวัน นอกจากเพื่อการทำงานแล้วยังเป็นไปเพื่อสุขภาพของคุณได้ด้วย เราหวังว่าคุณจะทดลองดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่แนะนำนี้มาใช้และบอกต่อคนรอบข้าง เพื่อให้สุขภาพดีไปพร้อมกันด้วย

แอปพลิเคชันในการออกกำลังกาย

เรื่องของเวลา

วิธีบริหารเวลาขั้นเทพ 2019 ทำอย่างไรให้คุ้มค่า

วิธีบริหารเวลาขั้นเทพ 2019 ทำอย่างไรให้คุ้มค่า

ในแต่ละวันเรามีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ การ บริหารเวลา ที่มีประสิทธิภาพไม่เท่ากัน จึงส่งผลต่อระดับการประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งด้านการงาน การเงิน และชีวิตส่วนตัว การบริหารเวลาที่ลงตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้สูง ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียนหรือทำงาน

เราจึงได้รวบรวมเทคนิคการบริหารเวลาขั้นเทพที่ทุกท่านสามารถนำไปใช้ได้ มาฝากกัน ดังนี้

1. ใส่ใจเฉพาะเรื่องสำคัญ มองข้ามเรื่องหยุมหยิมบ้าง

การใส่ใจในทุกเรื่องและทุกรายละเอียด จะทำให้เสียเวลาที่มีคุณค่าไปโดยเปล่าประโยชน์ ที่เห็นได้ชัดคือ การเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ผู้บริหารส่วนมากจะเลือกเสื้อผ้าแบบเดียวกัน เป็นสูทเข้มและเสื้อเชิ้ตสีพื้น ที่ทำให้ไม่ต้องเลือกมากในการแต่งกาย แม้แต่ผู้บริหารชั้นนำรุ่นใหม่ อย่าง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ก็ใช้เสื้อยืดสีพื้นใส่คู่กับกางเกงยีนส์ในการทำงานทุกวัน ทั้งนี้ เพราะคนเหล่านี้เลือกใช้เวลาไปกับเรื่องที่สามารถสร้างรายได้หรือทำให้มีการเติบโตทางธุรกิจมากกว่า การเลือกเสื้อผ้าในชีวิตประจำวันนั่นเอง

2. มีการวางแผนตารางเวลาและวิเคราะห์จุดอ่อนสม่ำเสมอ

นอกจากนักบริหารที่ต้องมีตารางเวลาเคร่งครัดแล้ว ผู้ที่ทำงานด้านวงการบันเทิงอย่างดาราฮอลลีวู้ด พิธีกร youtuber ชื่อดังจำนวนมาก จะมีตารางเวลาที่กำหนดไว้ เช่น การออกกำลังกายในช่วงเช้าก่อนการไปทำงาน เพื่อทำให้รูปร่างสวยงามสมส่วน และทำให้อารมณ์แจ่มใสอยู่เสมอ และหากทำไม่ได้ตามเป้าหมายในตาราง ก็จะทำการวิเคราะห์ตัวเองว่าเกิดจากจุดด้อยอย่างไร เพื่อทำการแก้ไขโดยเร่งด่วน จะทำให้การบริหารเวลาในวันต่อไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

3. ลำดับความสัมพันธ์ให้เป็นแบบมืออาชีพ

งานแต่ละชิ้นจะมีความสำคัญและการเร่งด่วนไม่เท่ากัน งานบางอย่างยังต้องใช้พลังความคิด ใช้แรงงานในการปฏิบัติ หรือต้องประสานงานกับบุคคลต่าง ๆ ในวงการธุรกิจ เช่น ลูกค้า แผนกกฎหมาย ฝ่ายบุคคล ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องใช้ทักษะและเวลาไม่เท่ากัน ผู้ที่ประสบความสำเร็จในทุกวงการ มักเลือกงานที่สำคัญมากที่สุดและต้องใช้พลังกายและใจมากที่สุด ทำให้สำเร็จเป็นอันดับต้น ๆ ของวัน เพราะร่างกายได้รับการพักผ่อนมาอย่างเต็มที่ตลอดคืน จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการคิดได้อย่างโลดแล่น มองการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ส่วนงานที่สำคัญน้อยกว่าจะทำในช่วงบ่ายหรือตอนเย็น หรือยกให้ผู้อื่นช่วยประสานงานแทน

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการบริหารเวลาขั้นเทพที่ยกตัวอย่างมา เป็นสิ่งที่เราทุกคนนำไปใช้ได้ในทุกสาขาอาชีพ ขอเพียงมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในทุกด้าน ก็ย่อมทำให้การบริหารเวลามีประสิทธิภาพ สามารถใช้เวลาในแต่ละวันได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

รวบรวมเทคนิคการบริหารเวลาขั้นเทพ

เรื่องของเวลา

เคล็ดลับ บริหารเวลา ใช้เวลาช่วงเย็นอย่างมีคุณภาพ

วิธีการแก้ปัญหา การบริหารเวลาสำหรับพ่อแม่

สังคมทุกวันนี้ครอบครัวในเมืองใหญ่มีเวลาให้กันน้อยลง ทุกคนรีบเร่งออกไปทำงานและไปโรงเรียนตั้งแต่เช้า ตอนเย็นฝ่ารถติดกลับมาต่างก็เหนื่อยล้า โอกาสจะชวนกันคุยหรือหากิจกรรมทำด้วยกันน้อยลง ยิ่งเด็กสมัยนี้ติดโทรศัพท์มือถือ เล่นเกมและแชทกับเพื่อน ๆ ไม่สนใจสิ่งอื่น เวลาของครอบครัวยิ่งเหลือน้อยนิด ทำให้เกิดช่องว่างมากขึ้น วิธีการแก้ปัญหาคือพ่อแม่ควรริเริ่มบริหารเวลาช่วงบ่ายหลังจากโรงเรียนเลิก มองหาเคล็ดลับบางอย่างเป็นช่วยให้จัดการเวลาแต่ละวันอย่างมีประสิทธิภาพ มีคำแนะนำที่คุณทำได้มาฝากกันดังนี้

วิธีการแก้ปัญหา การบริหารเวลาสำหรับพ่อแม่

วางแผนปฏิทินครอบครัวร่วมกัน

ภายในเวลากว่า 3-6 ชั่วโมงก่อนนอนมีกิจกรรมมากมายที่ต้องทำ รวมถึงเรียนพิเศษ ฝึกซ้อมกีฬา ทำการบ้าน ไปจนถึงอาหารเย็น การบริหารเวลาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำให้ง่ายได้ ด้วยการวางแผนตารางเวลาครอบครัวให้เหลือกับการทำงาน เพียงจดบันทึกบนปฏิทินว่าวันไหนเด็ก ๆ มีกิจกรรมพิเศษอะไรบ้าง ช่วยให้ง่ายต่อการจัดระเบียบกิจวัตรประจำวัน รู้เวลาที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าหลังเลิกเรียนในแต่ละวันเพื่อวางแผนใช้เวลากับลูก ๆ อย่างมีคุณภาพ แม้มีเวลาจำกัด แต่ก็ทำให้เกิดประโยชน์ได้

มอบหมายงานบ้านให้ลูกรับผิดชอบ

พ่อแม่ต่างมีภาระหน้าที่หลายอย่าง ลองมอบหมายภารกิจให้ลูก ๆ ทำคนละอย่างช่วยเบาแรงพ่อแม่ได้ การแบ่งงานควรเลือกให้เหมาะสมกับวัย ความถนัด และความพอใจของแต่ละคน เริ่มต้นด้วยสิ่งง่าย ๆ เช่น ตารางทิ้งขยะ เก็บพับผ้า เด็กหลายคนชอบมีส่วนร่วมในกิจวัตรประจำวันของครอบครัว แทนที่กลับบ้านมาแล้วต่างคนแยกไปอยู่ลำพัง ทุกคนกลับมารวมกันทำอาหารหรือช่วยทำความสะอาด ทำให้งานบ้านที่ดูน่าเบื่อกลับเป็นดูน่าสนุก ส่วนใหญ่เด็ก ๆ ที่ช่วยทำงานบ้านมักจะฝึกความรับผิดชอบและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ

บริหารเวลาใช้สมาร์ทโฟนอย่างเหมาะสม

การซื้อโทรศัพท์มือถือให้เด็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยหากสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเช่น การแชร์รายการของชำให้กัน เด็กอาจส่งข้อความเตือนพ่อแม่ว่าซอสมะเขือเทศใกล้หมดแล้ว ขณะเดียวกันพ่อแม่ควรใช้แอปพลิเคชั่นจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟนของเด็กแต่ละคน รวมถึงช่วงเวลาไหนไม่ควรเล่นมือถือ เช่น ระหว่างกินมื้อเย็นด้วยกัน เพื่อให้อุปกรณ์ดิจิทัลสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ว่าต่างคนก้มหน้าดูแต่โทรศัพท์ของตนเอง

เตรียมอาหารมื้อเย็นแบบง่าย ๆ

ไม่ว่ามื้อเย็นจะเป็นอาหารสำเร็จรูปหรือเข้าครัวทำเอง ควรเตรียมพร้อมให้เสร็จในครึ่งชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น เพื่อให้ครอบครัวมีเวลานั่งรับประทานมื้อเย็นด้วยกันนานขึ้น ได้พูดคุยกันมากขึ้น หากเลือกเมนูที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ยิ่งใช้เวลาทำอาหารมากเท่าไร เวลาปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวยิ่งลดน้อยลง หรือถ้าเลือกสั่งซื้อกลับบ้าน พ่อแม่สามารถประหยัดเวลาด้วยการใช้แอปพลิเคชันสั่งซื้ออาหารล่วงหน้าได้เสมอ

เปลี่ยนมาซื้อสินค้าออนไลน์

การซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตมีข้อดีทั้งเรื่องความสะดวกและประหยัดเวลา อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายจัดส่งเล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเวลา แทนที่หลังเลิกงานจะออกไปจับจ่ายซื้อของใช้บ้าน เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำมันพืช ยาสีฟัน กระดาษชำระ ในปัจจุบันมีร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งให้บริการสั่งซื้อออนไลน์และส่งให้ถึงบ้าน ประหยัดเวลาและไม่สิ้นเปลืองค่าน้ำมันรถด้วย

นอกจากนี้ในช่วงสุดสัปดาห์ยังเป็นโอกาสให้วางแผนทำกิจกรรมในบ้านและนอกบ้านด้วยกัน ชมภาพยนตร์ เล่นเกม ขี่จักรยาน เล่นกีฬา ปลูกต้นไม้ งานอดิเรกต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้พ่อแม่ลูกพูดคุยและใกล้ชิดกันมากขึ้น

เคล็ดลับ บริหารเวลา ใช้เวลาช่วงเย็นอย่างมีคุณภาพ

เรื่องของเวลา

เคล็ดลับการบริหารเวลาเพื่อความสมดุลของชีวิตและการทำงาน

การบริหารเวลาเป็นหนึ่งในทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด หากแบ่งเวลาไม่เป็น ชีวิตแต่ละวันคงยุ่งเหยิง ไม่รู้ว่าสิ่งใดสำคัญ สิ่งใดควรทำให้เสร็จก่อน คนที่มีเป้าหมายการทำงานและเตรียมตัวสู่อนาคตที่ดีควรจริงจังกับเวลา ไม่สิ้นเปลืองนาทีอันมีค่าไปกับเรื่องยิบย่อย เคล็ดลับการจัดการกับเวลามีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีเป้าหมายแบบไหน มีอะไรเป็นอุปสรรค นิสัยเสียที่ต้องเลิก ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตลอดเวลาเท่านั้น แต่การบริหารเวลาส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิต ทุกกิจวัตรประจำวันเสร็จเรียบร้อยโดยไม่รู้สึกว่าทำงานหนักเกินไป ทั้งยังมีเวลาพักผ่อนเต็มเปี่ยมและมีสุขภาพดี สูตรสำเร็จการบริหารเวลามีดังนี้

1.ตั้งเป้าหมายและสร้างวินัย ก่อนอื่นต้องกำหนดเป้าหมายกิจวัตรในแต่ละวัน จัดตารางเวลาที่เหมาะสมและปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น วันที่มีภารกิจสำคัญอาจจะต้องให้เวลากับงานมาก ลดกิจกรรมการออกกำลังกายและอ่านหนังสือ

2.ลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ ตั้งเป้าหมายอย่างถูกต้องแล้วเริ่มต้นวันใหม่ตามตารางเวลาอย่างมีวินัย การบริหารเวลานั้นไม่มีสูตรตายตัว แต่ละคนต้องทบทวนช่วงสิ้นสุดวันว่าบรรลุเป้าหมายหรือไม่ มีอะไรที่ยังไม่เสร็จและมีความจำเป็นเร่งด่วนในรายการสิ่งที่ต้องทำในวันต่อไป

3.ประเมินผลในรอบสัปดาห์ โดยจดบันทึกทุกสิ่งที่ต้องทำลงในสมุดบันทึกหรือโทรศัพท์ แบ่งเวลาเป็นช่วง ๆ ดูว่าในแต่ละชั่วโมงใช้เวลาอย่างไร เสียเวลาไปกับอะไร จากนั้นนับจำนวนเวลาที่สิ้นเปลืองไปอย่างไม่สมเหตุสมผล ช่วยให้กำจัดนิสัยไม่ดี เช่น เล่นเกม, ท่องโซเชียลมีเดีย ออกไปดื่มกับเพื่อนบ่อย ๆ ประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่าเสียเวลาไปกับสิ่งเหล่านี้มากขนาดไหน ปรับตารางสิ่งที่ต้องทำใหม่ช่วยให้จัดการกับเวลาโดยรวมดีขึ้น

4.วางแผนสิ่งที่ต้องทำในสัปดาห์ถัดไป เพื่อให้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะภารกิจสำคัญที่สุดในแต่ละวันควรทำให้เสร็จในช่วงเช้า

5.นั่งสมาธิและออกกำลังกายทุกเช้า ช่วยรักษาสมดุลของสภาพร่างกายและจิตใจ คุณอาจสงสัยว่าจะช่วยให้จัดการเวลาดีขึ้นได้อย่างไร ความจริงแล้วส่งผลดีการนั่งสมาธิทำให้ผ่อนคลาย จิตใจแข็งแกร่ง ส่วนคนที่ออกกำลังกายตอนเช้าเป็นประจำทำให้ร่างกายมีพลัง สมาธิดี สมองจดจำแม่นยำ สามารถจัดการกับงานที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น

6.หยุดพักบ้าง ควรทำงาน 1 ชั่วโมงแล้วหยุดพัก 15 นาที หรือปรับให้เหมาะสมเพื่อรักษาสภาพจิตใจและอารมณ์ให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดได้และมีพลังทำงานต่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ

เคล็ดลับการจัดการกับเวลามีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีเป้าหมายแบบไหน มีอะไรเป็นอุปสรรค นิสัยเสียที่ต้องเลิก ชีวิตคนเรานั้นมีความไม่แน่นอน การบริหารเวลาที่ดีจะช่วยให้ไม่ทุ่มเทส่วนใหญ่ทำงานหนักทั้งชีวิต แต่ยังได้ทำในสิ่งชอบด้วย มีเวลาดูหนัง ฟังเพลงโปรด เดินเล่นในสวนสาธารณะ เพียงเริ่มวางแผนเป็นประจำทุกวัน การบริหารเวลาก็จะกลายเป็นนิสัย สามารถจัดการกับเวลาได้ง่ายกว่าที่คิด

ตั้งเป้าหมายและสร้างวินัย

เรื่องของเวลา

เทคนิคการบริหารเวลา

การบริหารเวลา

คุณมักจะบอกกับตัวเองและคนรอบข้างว่า “ไม่มีเวลา” แล้วอีกกี่ครั้งที่คุณต้องนั่งหายใจทิ้ง และปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ความจริงเวลานั้นมีเท่ากันทุกวัน แต่คุณกลับใช้มันอย่างไม่มีประโยชน์จนทำให้รู้สึกว่าเวลามันน้อยลงไปทุกวัน และยิ่งคุณปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปเท่าไหร่คุณจะยิ่งกังวลมากขึ้น และจะรู้สึกเสียดายเวลาที่หายไป ซึ่งเคล็ดลับการบริหารเวลานั้นไม่ยากเลย เพียงแค่คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวคุณเอง และปฎิบัติตามอย่างเคร่งคัด โดยเริ่มจากการ

1. จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน

คุณควรสำรวจตัวเองก่อนว่าในแต่ละวันคุณต้องทำอะไรบ้าง และใช้เวลาในการทำสิ่ง ๆ นั้นเท่าไหร่ และลองทำตามที่คุณจดบันทึกไว้ให้ได้ และพิจารณาว่าสิ่งที่เราได้ทำไปมันสมดุลกันแล้วหรือยัง ได้เสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอย่าลงทุนไปพนันไปเท่าไหร่ และกี่ครั้งที่เราคอยผลัดมันไปตลอดทุกวัน คุณควรปรับปรุงเวลาของตนเองในเรื่องใดมากขึ้น

2. วางแผนเวลาการทำงานไว้ล่วงหน้า

ในแต่ละวันเราจะต้องทำงานในระยะเวลา 7-8 ชั่วโมง และควรวางแผนการทำงานล่วงหน้าไว้ และจัดลำดับความสำคัญของงานที่จะต้องทำว่างานไหนสำคัญก็ควรทำงานนั้นก่อน และงานไหนที่มีความยากก็ควรทำงานนั้นก่อน

3. เพิ่มเวลา

ถ้าคุณคิดว่าเวลาที่มีไม่พอสำหรับคุณ คุณก็ควรเพิ่มเวลให้กับตนเอง อย่างเช่นการตื่นเช้ากว่าเดิม หรือมีที่พักอยู่ใกล้ที่ทำงานเพื่อที่จะประหยัดเวลาในการเดินทาง และยิ่งคุณทำงานอยู่ในกรุงเทพ ก็ควรมีที่พักที่ใกล้ที่ทำงานเข้า ยิ่งเดินไปได้ยิ่งดี เพราะเรื่องรถติดที่กรุงเทพนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย

เทคนิคการบริหารเวลา

เรื่องของเวลา

ชวนปรับกิจวัตร เพื่อการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ ปี 2019

ปรับกิจวัตร 2019

เวลา เป็นสิ่งมีค่ามากอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากโลกหมุนไวขึ้น การเรียนการแข่งขัน เราอยู่ในยุค 5g ที่ทุกอย่างต้องมีความฉับไว จะต้องปรับกิจวัตรอย่างไร ให้บริหารเวลาได้ดีขึ้น มาดูกันเลย

1. นอนให้พอ 7 ถึง 8 ชั่วโมง

การจะฟื้นฟูพลังร่างกายและสมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ตลอดทั้งวัน คนเราต้องการชั่วโมงการนอนประมาณ 7-8 ชั่วโมง ต่อวัน การโหมงานหนัก นอนน้อย เป็นการทำร้ายร่างกายในระยะยาว ทั้งนี้ประเด็นสำคัญ คือช่วงเวลาในการนอนหลับสนิทที่มีการศึกษาไว้ว่า จะทำให้มีการหลั่ง Growth Hormone ออกมาซ่อมแซมร่างกายคือ ช่วงประมาณ 5 ทุ่มถึงตี 2 นับว่าเป็นเวลาทองที่จะทำให้การบริหารเวลาในช่วงกลางวันมีประสิทธิภาพสูงสุด

2. ไม่วอกแวกไปกับสื่อโซเชียล

หากเรามองผู้ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจหรือการเรียน เขาเหล่านั้นมักจะแยกแยะเวลาในการทำงานออกจากการเล่นสื่อโซเชียล อย่างเช่น Facebook LINE Instagram หรือมัวแต่นั่งเล่นเว็บแทงบอลออนไลน์มีการตั้งเป็นระบบสั่น ปิดเสียงเมื่อประชุม รวมถึงการทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือจินตนาการสูง เป็นต้น หรือแม้แต่เวลาออกกำลังกายก็จะทุ่มเทเต็มที่ ทำให้มีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากที่สุด หลายคนอาจจะรู้สึกได้จากประสบการณ์ตัวเองว่าการตอบข้อความในโทรศัพท์ไปพร้อมกับการทำงานอื่น ๆ มักจะทำให้การบริหารเวลาไม่เป็นไปตามแผน ประสิทธิภาพของงานตกต่ำลง หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดู เชื่อมั่นว่าผลงานดีขึ้นและจบงานได้ในเวลาเร็วขึ้น

3. หมั่นออกกําลังกายให้เป็นกิจวัตร

แม้ว่าจะดูเหมือนต้องแบ่งเวลาไปให้กับการออกกำลังกาย หลายคนก็จะเกิดคำถามว่าแล้วจะทำงานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ประเด็นนี้ต้องตอบว่าเป็นเรื่องของชีววิทยาของมนุษย์ ถ้าร่างกายมีการสร้างสมดุล มีการปรับฮอร์โมน สารในสมอง ด้วยการขยับร่างกายเป็นประจำ เพียงวันละครึ่งชั่วโมง 1-2 เดือนต่อเนื่อง จะทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้น พลังสมองจะโลดแล่น ทำให้งานทุกชิ้นสำเร็จได้ไวขึ้น การวางแผนสิ่งใดจะชัดเจนขึ้น ลดการแก้ไขงานหรือความคิดฟุ้งซ่านที่จะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมหันมาออกกำลังกายกันให้มากขึ้น จะเห็นได้ว่าการบริหารเวลาที่ประสบความสำเร็จต้องมาจากการปรับปรุงกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานให้มีแบบแผนที่สอดคล้องกับหลักทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่ชี้ประเด็นเรื่องการนอนหลับ การออกกำลังกาย และการฝึกสติสมาธิเป็นประจำ จะลดความคิดฟุ้งซ่าน ความวอกแวกที่จะบั่นทอนการทำงานให้สำเร็จได้ เชื่อมั่นว่าหากทำตามที่กล่าวมา ย่อมจะทำให้การบริหารเวลาของทุกท่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในไม่ช้า